17 หุ้น! ลุ้นรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ได้รวบรวมบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายหลักของรัฐบาลชุดใหม่ ภายหลังการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครม.ดังนี้

เส้นทางนักลงทุน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรี รายชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2/1 มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน รวม 39 ตำแหน่ง (รวมนายกฯ ด้วย) ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ดังนี้

  • พลังประชารัฐ 18 คน ประกอบด้วย รองนายกฯ 3 คน, รมว. 11 คน, รมช. 4 คน (นายกฯ ควบตำแหน่ง รมว. กลาโหม)
  • ประชาธิปัตย์ 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน, รมช. 4 คน (รองนายกฯ ควบตำแหน่ง รมว. พาณิชย์)
  • ภูมิใจไทย 7 คน 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 3 คน และ รมช. 4 (รองนายกฯ ควบตำแหน่ง รมว. สาธารณสุข)
  • ชาติไทยพัฒนา 2 คน 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว. 1 คน และ รมช. 1 คน
  • รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมว.แรงงาน
  • ชาติพัฒนา 1 คน 1 ตำแหน่ง คือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับทางพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อมีคณะรัฐมนตรีแล้วต่อไปจะได้เห็นการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเดินหน้าขับเคลื่อนงานนโยบายในช่วงหาเสียงของแต่ละพรรค

เช่นนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และนโยบายกัญชาไทย ปลูกได้เสรี ของทางพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั่นเก้าอี้ รมว. คมนาคม ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเก้าอี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. สาธารณสุข

ทางด้านนโยบายประกันรายได้เกษตร ข้าวไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 10,000 บาท ยางพาราไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกก. และปาล์มไม่ต่ำกว่า 10 บาทต่อกก. ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนาย เฉลิมชัย ศรีอ่อน นั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์

รวมถึงนโยบายสวัสดิการประชารัฐ (บัตรประชารัฐ)/ โครงการบ้านล้านหลัง, นโยบายการศึกษา 4.0 Bangkok 5.0 สร้างนวัตกรรมการค้าผ่านเทคโนโลยี 5G, นโยบายการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของทางพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนายอุตตม สาวนายน นั่งเก้าอี้ รมว.คลัง ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นั่งเก้าอี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม

ดังนั้นนโยบายดังกล่าวพร้อมที่จะเดินหน้า เพราะแต่ละพรรคจะรีบทำนโยบายตามที่รับปากกับประชาชนไว้ในช่วงหาเสียง ซึ่งจะส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นกันหากนโยบายเดินหน้าได้

โดยทางข่าวหุ้นธุรกิจ หยิบยกข้อมูลจาก บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่มีการรวบรวมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายหลักของรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครม.

ทั้งนี้พบว่าหุ้นในกลุ่มที่จะได้รับปัจจัยบวกได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC , บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ที่จะได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ขณะที่กลุ่มค้าปลีก เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC,  บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS  ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN, บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ที่จะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายสวัสดิการประชารัฐ และโครงการบ้านล้านหลัง

อีกทั้งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC , บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ที่จะได้รับผลดีจากนโยบายการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ส่วนกลุ่มสื่อสาร เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ที่จะได้รับผลดีจากนโยบายการศึกษา 4.0 ที่สร้างนวัตกรรมการค้าผ่านเทคโนโลยี 5G

ประกอบกับ กลุ่มเกษตร เช่น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP  ได้รับผลดีจากนโยบายประกันรายได้เกษตร และบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ที่จะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบาย กัญชาไทย ปลูกได้เสรี

ฉะนั้น หุ้นที่นำเสนอข้างต้นอาจจะได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐบาลใหม่ระยะสั้น-ยาวได้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม!!!