“โนมูระฯ” เปิดกลยุทธ์ลุย 6 หุ้นลิสซิ่งรับดอกเบี้ยโลกขาลง-ลุ้นกำลังซื้อในปท.ฟื้น

"โนมูระฯ" เปิดกลยุทธ์ลุย 6 หุ้นลิสซิ่งรับดอกเบี้ยโลกขาลง-ลุ้นกำลังซื้อในปท.ฟื้น

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ (1 ส.ค.62) โดยมองว่า แนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาลง เป็นปัจจัยหนุนกลุ่มบริการเช่าซื้อสินค้าอุปโภค (Consumer Finance ) โดยเมื่อวันที่ 31 ก.ค.62 ในงาน Consumer Finance Day ซึ่งมีการจัดให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศ จากความน่าสนใจของแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาลง และแนวโน้มกําลังซื้อกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว จึงเรียนเชิญ 6 บริษัทชั้นนําในกลุ่ม Leasing ที่มีแนวโน้มอัตราการ เติบโตของฐานกําไรน่าสนใจ และมีความโดดเด่นเฉพาะตัวเข้าร่วมงาน ได้แก่ AEONTS, AMANAH, JMART, JMT, KTC, และ SAWAD

สำหรับบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS (แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมายปี 62/63 ที่ 225 บาท): ทางผู้บริหารคาดว่าสินเชื่อในช่วงไตรมาส 2/62/63 มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาส 1/62/63 เพราะไม่มีวงเงินเหลือ และจะกลับมาเติบโต ในช่วงไตรมาส 3/62/63 จากการได้วงเงินกลับคืนมา ในส่วนของ Bad Debt Recovery ในช่วงไตรมาส 2/62/63 คาดยังสามารถตามเก็บได้ดีอยู่ แต่อาจมีแนวโน้มลดลงจาก ไตรมาส 1/62/63 เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทําให้ลูกค้าผิดนัดชําระหนี้มากขึ้น ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio ผู้บริหารคาดว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1/62/63 ซึ่งเป็นระดับที่ทาง AEONTS ยังควบคุมได้ จึงยังน่าไม่กังวล โดยยังชอบปัจจัยพื้นฐานของ AEONTS ที่ core-business ยังเติบโตได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเพิ่มขึ้นของรายได้ ดอกเบี้ย และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายทีโตในอัตราทีชะลอตัวลง ผลักดันให้กําไรปี 62/63 เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี

ส่วน บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMANAH (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 62/63 ที่ 2.80 บาท): ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ เนื่องจากบริษัทยังไม่ค่อยให้ข้อมูลเชิงพื้นฐานในวงกว้างบ่อย ประกอบกับด้วย ฐานกําไร 62-64 เติบโตเฉลี่ย 25% Turnaround เต็มตัว แต่ราคาหุ้นซื้อขายบน PER ปี 62 เพียง 11.5 เท่า ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม SAWAD/MTC ซื้อขายบน PER 62 เฉลี่ย 22.5 เท่า จึงประเมินราคาหุ้นควรถูก Upgrade ขึ้น เหมาะซื้อขายบน PER ระดับ 13 เท่า-15 เท่า หรือ 2.80-3.10 บาทต่อหุ้น กลยุทธ์ระยะสั้น แนะซื้อ สะท้อนกําไรสุทธิไตรมาส 2/62 ทํา All-time high ที่ 54.6 ลบ. เติบโตแรงกว่ากลุ่ม เพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนจากยอดสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 380 ลบ. และการควบคุม NPL Ratio ทีดีขึ้น

ด้าน บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 62/63 ที่ 15.30 บาท): เป็น Holding Company เต็มตัวและมีความซับซ้อนในแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกัน เนื่องจาก มีบริษัทลูกที่ส่งกําไรให้ถึง 6 แห่ง ประเมินว่า ต้อง ใช้ระยะเวลาในการศึกษาพอสมควร อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ตลาดรอประเมินผล ประกอบการในไตรมาส 2/62 อีกครั้ง หลังความผันผวนสูงของกําไรในปี 61 ซึ่งคาดว่าหลังประกาศงบ ไตรมาส 2/62 หากเป็นไปตามทีประมาณการไว้ คาดที่ระดับ 132.1 ลบ. เพิ่มขึ้น 197% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้อีกครั้งจากบริษัทลูกทัง 6 แห่ง Turnaround และสร้างกําไรอย่างโดดเด่น

อีกทั้ง บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 62/63 ที่ 21.25 บาท): ผู้บริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัท ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า มีปัจจัยหนุนหลัก จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณพอร์ต Fully Amortized ทั้งนี้มุมมองต่อรายได้ของบริษัทในปี คงเป้าเติบโต 30% จากปีก่อน โดย momentum ผลประกอบการจะเป็นภาพของการเติบโตจากไตรมาสก่อนได้ทุกไตรมาส และจะเร่งตัวขึ้น อย่างมีนัยยะในช่วงครึ่งปีของปี 62 จากการรับรู้รายได้พอร์ต Fully Amortized มูลหนี้ 5,000 ลบ. ผสานแนวโน้มการขยายพอร์ตสินเชื่อด้อยคุณภาพและ Cash Collection ที่จะสูงขึ้นตามฤดูกาล

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 50 บาท): ทางผู้บริหารคาดว่าสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลังของปี 62 เติบโตดีกว่า ในช่วงครึ่งปีแรกตามการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นในส่วนของ Bad Debt Recovery ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับระดับดีขึ้นจากไตรมาส 2/62เพราะในช่วงไตรมาส 2 มีวันหยุดพิเศษ ทําให้วันทําการในการตามเก็บหนี้น้อยกว่าปกติ

สําหรับธุรกิจใหม่ Pico-finance และ Nano-finance ยังอยู่ ระหว่างการขอ license จากทาง BOT แต่ทางผู้บริหารคาดว่าจะเริ่มทําได้ในช่วงไตรมาส 3/62 โดยในช่วงแรกผู้บริหารคาดว่ายังไม่ได้มีรายได้ และค่าใช้จ่ายเข้ามาอย่างมีนัยสําคัญ โดยยังชอบ KTC และเลือกเป็น Top Pick เพราะมีจุดเด่นในเรืองของคุณภาพสินทรัพย์ทีแข็งแกร่ง ประกอบกับ core-business ยังดีต่อเนือง ทั้งในด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายทีโตใน อัตราทีชะลอตัวลง ผลักดันให้กําไรปี 62-64 เติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปีรวมถึงยังมี upside ระยะยาวจากธุรกิจใหม่ Pico-finance, Nano-finance และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน

ขณะที่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 69 บาท): SAWAD ยังยืนยันจุดเด่นการปล่อยสินเชื่อผ่าน BFIT ซึ่งมีใบอนุญาตบริษัทเงินทุนทีสามารถเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้สูงสุดถึง 36% ในขณะ ทีคู่แข่งรายอื่นเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้สูงสุดเพียง 28% เพราะดําเนินงานภายใต้ สินเชื่อบุคคลแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทําให้ yield ในบางผลิตภัณฑ์ทีการแข่งขันไม่รุนแรง มากสูงกว่าคู่แข่งอื่นๆ และ BFIT สามารถปล่อยสินเชื่อที่ดินได้ถูกต้องตามกฎ โดยเก็บ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม สูงสุด 36% ในขณะทีคู่แข่งรายอื่น หากทําถูกต้องตามกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์จะเก็บดอกเบี้ยได้เพียง 15% คู่แข่งจึงลดการขยายสินเชื่อที่ดินเชิงรุกลูกค้าจึงไหลมาที่ SAWAD

โดยผู้บริหารคาดการเติบโตสินเชื่อในไตรมาส 2/62 ไม่เด่นจากจํานวนวันหยุดเยอะ แต่จะดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงครึ่งหลังของปี ในขณะที่ภัยแล้งไม่ส่งผลต่อคุณภาพ สินทรัพย์อย่างมีนัยสําคัญ เนืองจากลูกค้า SAWAD ไม่ใช่เกษตรกรโดยตรง ส่วนมากเป็นกลุ่มรับจ้างอิสระ โดยเลือก SAWAD เป็น Top pick จาก 1) แนวโน้มกําไรสุทธิที่คาดโตดีจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนทุกไตรมาส ประกอบจะโต 36% จากปีก่อน ใน 2562 รวมถึงยังโตในระดับที่น่าสนใจ 25% CAGR ช่วง 2562-2564) 2) การปล่อยสินเชื่อผ่าน BFIT มีจุดเด่นเหนือคู่แข่ง คือ มี room ในการเก็บดอกเบี้ยสูงสุดได้มากกว่าคู่แข่ง 3) มีฐานเงินทุนแข็งแกร่งรองรับการเติบโตในอนาคต

คำค้น