รัฐบาลชิงโชค

“100 เดียวเที่ยวทั่วไทย” 3 นาทีหมด รัฐบาลเปิดชิงโชคออนไลน์ ให้แย่งซื้อของขวัญวันละ 10,000 ราย โดยใช้ฤกษ์ลอยกระทง วันที่ 11 เดือน 11 ประชันลาซาด้า one day sale ซึ่งผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่แย่งซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาร้อยเดียว

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

“100 เดียวเที่ยวทั่วไทย” 3 นาทีหมด รัฐบาลเปิดชิงโชคออนไลน์ ให้แย่งซื้อของขวัญวันละ 10,000 ราย โดยใช้ฤกษ์ลอยกระทง วันที่ 11 เดือน 11 ประชันลาซาด้า one day sale ซึ่งผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่แย่งซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาร้อยเดียว

คนชั้นกลางทั้งหลายคงไม่บ่นอีกต่อไป เวลาเห็นคนจนเข้าคิวยาวเหยียดกด ATM แบงก์กรุงไทย อ้าว ตัวเองก็ได้แล้วไง แม้ต้องมือไวชิงโชคกันหน่อย

ตามมาติด ๆ คือชิมช้อปใช้เฟส 3 ให้ลงทะเบียนเพิ่มอีก 2 ล้านคน คราวนี้ไม่แจกเงินพัน แค่คืนเงินภาษีใน “เป๋าตัง ช่อง 2” แต่ไม่ห้ามใช้ในจังหวัดตัวเอง

แม้มีข้อดีอยู่อย่าง คือไม่ต้องเพิ่มวงเงินชดเชย เนื่องจากเฟส 1 เฟส 2 ที่ลงทะเบียนไป 13 ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิช่อง 2 เพียง 8 หมื่นคน มียอดใช้จ่าย 600 ล้านบาท ยังเพิ่มได้อีกมาก แต่พูดอีกอย่างคือ ชิมช้อปใช้ทั้ง 2 เฟสล้มเหลว 12.9 ล้านคนใช้แค่เงินพัน ที่ได้มาฟรี ๆ ไม่ค่อยมีใครใช้จ่ายเพิ่มอย่างที่รัฐบาลหวังกระตุ้น

แต่สิ่งที่รัฐบาลได้ คือผลทางการเมือง กระทั่งผลสำรวจซูเปอร์โพล ที่มักเป็นผลดีต่อรัฐบาล ก็ยังระบุว่า ได้ประโยชน์ในการแย่งชิงมวลชนทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐศาสตร์ (ซึ่ง ผอ.โพลอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามผลิตข้อความเชิงลบเรื่องความล้มเหลว)

ถามว่าแย่งชิงความนิยมได้จริงหรือ ไม่น่าใช่หรอก เพียงแต่ในภาวะอับจน ทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง คือเศรษฐกิจแย่จนไม่เห็นทางออก การเมืองก็ต้องทนเพราะไม่สามารถเปลี่ยนได้ การที่รัฐบาลมีมาตรการชิงโชคแจกโชค มันก็ทำให้คนรู้สึกได้ลุ้น หรือได้อะไรติดไม้ติดมือ ไม่ต่างจากรอแทงหวยวันที่ 1,16 แล้วอ่านข่าวคนถูกลอตเตอรี่ 90 ล้าน

ทั้งที่ความหวังถูกหวยแทบไม่มี พอ ๆ กับความหวังที่มาตรการเหล่านี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

รัฐบาลก็เพียงเสี่ยงโชคเหมือนกัน คือหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุง ให้พะงาบ ๆ กันต่อไป เผื่อต้นปีหน้า สงครามการค้าจะบรรเทา เผื่อส่งออกจะดีขึ้น เผื่อเงินบาทจะอ่อนลง ฯลฯ สารพัดปัจจัยที่จนปัญญาไม่รู้จะทำอะไรแล้ว

จากนั้นดาบหน้าก็หวังว่า EEC การลงทุนสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่ทุ่มลงไปหลายล้านล้าน จะทำให้เกิดการลงทุน แต่ถ้าไม่เกิด ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น มองโลกแง่ร้ายสุด ประเทศนี้อาจจะมีต่อรถไฟ เอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานศึกษา

เอาแค่ระยะเฉพาะหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า การที่ กนง.ลดดอกเบี้ย ก็แค่ช่วยไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนมากนัก บางคนก็บอกว่ายังต้องใช้มาตรการทางการคลัง ซึ่งไม่รู้เหลืออะไร เพราะรัฐบาลนี้แจกแหลกไปแล้ว

เรื่องใหญ่ของประเทศวันนี้ ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับผลิตภาพผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทุนมนุษย์ ฯลฯ ทุกคนรู้ รัฐบาลก็รู้ และอยากทำ แต่โครงสร้างทางการเมืองปัจจุบัน นี่คือรัฐที่เอาความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันก็ยังไร้ฝีมือ อยู่ในระบบรวมศูนย์อำนาจราชการ อยู่ใต้ความคิดจำกัด หวังเพียงจะครองอำนาจยาวนาน จะปรับโครงสร้างก็ติดกับดักอำนาจ เครือข่ายอภิสิทธิ์ต่าง ๆ

จึงไม่แปลกใจที่มาตรการทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ เป็นเหมือนการเสี่ยงโชค ถ้าเผอิญเศรษฐกิจโลกดี ก็ดีไปด้วย หน้าบาน แต่ถ้าล้มเหลว ก็โทษชาวโลกนั่นไง