เปิด 4 บจ.ลุยซื้อหุ้นคืนกว่าหมื่นล้าน! สถิติชี้ชัดรับรีเทิร์นสูงสุดหลังประกาศ 1 เดือน

เปิด 4 บจ.ลุยซื้อหุ้นคืนกว่าหมื่นล้าน! สถิติชี้ชัดรับรีเทิร์นสูงสุดหลังประกาศ 1 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวม 4 บริษัทมีการอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นเพื่อการบริหารทางการเงิน (Treasury Stock)  รวมเป็นจำนวนหุ้น 696.93 ล้านหุ้น และ ใช้เงินรวม 1.04 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท ทีพีไอ โพลิน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL ทั้งนี้ภายหลังจากการแจ้งแผนดำเนินการซื้อหุ้นคืนของแต่ละบริษัทได้ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตอบรับแผนดังกล่าวอีกด้วย

โดยเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2563 เวลาประมาณ 18.33 น. บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI แจ้งผ่าน ตลท. ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2 พันล้าบาท เพื่อซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จำนวน 120 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็น 5.6% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด กำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. – 11 ส.ค.63

ทั้งนี้ราคาหุ้น SPALI นับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 29 ม.ค.2563 ปรับตัวลงมาราว 14% ซึ่งภายหลังประกาศแผนซื้อหุ้นคืนราคาหุ้น SPALI ในวันที่ 30 ม.ค.2563 ปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 16.40 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 1.86% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 186.56 ล้านบาท

ส่วน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (30 ม.ค.) เวลาประมาณ 13:17 น. โดยจะซื้อหุ้นของธนาคารคืนในกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ สูงสุดไม่เกิน 23.93 ล้านหุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 1 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ในวงเงินไม่เกิน 4.6 พันล้านบาท ช่วงระยะเวลาในการซื้อหุ้นคืน 10 วันทำการ ระหว่างวันที่ 14 – 27 ก.พ. 2563

โดยราคาหุ้น KBANK นับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 29 ม.ค.2563 ปรับตัวลงมาราว 13% ซึ่งภายหลังแจ้งมติดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นในช่วงเปิดตลาดภาคบ่ายวานนี้ (30 ม.ค.) ปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 141.50 บาท บวก 8 บาท หรือ 5.99% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3.39 พันล้านบาท

ด้าน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (หมาชน) หรือ CK  แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (30 ม.ค.) เวลาประมาณ 17.00 น. โดยจะซื้อหุ้นคืนในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3 พันล้านบาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 169.39 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จาหน่ายได้แล้วทั้งหมด ระยะเวลาซื้อหุ้นคืน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. – 1 ก.ย. 2563

โดยราคาหุ้น CK ก่อนประกาศเพิ่มทุน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2562 จนถึงวันที่ 30 ม.ค.2563 ปรับตัวลงมาราว 13% ซึ่งภายหลังแจ้งมติดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น CK ปิดตลาดภาคเช้าวันนี้ (31 ม.ค.) อยู่ที่ 19.80 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.02% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 273.91 ล้านบาท

เช่นเดียวกับบริษัท ทีพีไอ โพลิน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้ (31 ม.ค.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อ 30 มกราคม 2563 มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) ของบริษัท จำนวน 383.61 ล้านหุ้น คิดเป็น 2% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ภายในวงเงินสูงสุดที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืนจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท โดยมีกำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืน นับตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 13 ส.ค.2563

โดยราคาหุ้นก่อนประกาศเพิ่มทุน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2562 จนถึงวันที่ 30 ม.ค.2563 ปรับตัวลงมาราว 3% ซึ่งภายหลังแจ้งมติดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น TPIPL ปิดตลาดภาคเช้าวันนี้ (31 ม.ค.) อยู่ที่ 1.60 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 2.56% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 12.06 ล้านบาท

ทั้งนี้ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า วานนี้มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนหลายบริษัทประกอบไปด้วย SPALI (ประกาศเย็นวันก่อน ส่งผลให้เมื่อวานนี้หุ้นเพิ่มขึ้น 1.9%) KBANK (ประกาศตอนกลางวันส่งผลให้ราคาหุ้นปิดเพิ่มขึ้น 5.9%) CK (ประกาศหลังปิดตลาด แต่เมื่อวานราคาหุ้นปรับขึ้นไปก่อนแล้ว 5.4%) TPIPL (ประกาศหลังปิดตลาด แต่เมื่อวานหุ้นปรับขึ้นไปก่อนแล้ว 3.3%)

โดยบล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า การซื้อหุ้นคืนจะช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ปรับลดลงแรงได้ในช่วงเวลาที่บริษัทมีการซื้อหุ้นคืน (การซื้อหุ้นคืนนอกจากจะช่วยพยุงราคาหุ้นได้แล้วจะเป็นบวกกับผู้ถือหุ้นอีกหากบริษัทเลือกที่จะลดทุนจดทะเบียนลง ก็จะทำให้กำไรต่อหุ้นและเงินปันผลต่อหุ้นปรับเพิ่มสูงขึ้นได้) แต่อาจจะมีการหนุนราคาหุ้นให้ปรับขึ้นแรงในช่วงสั้นในหุ้นที่มีการปรับลดลงมาแรง โดยมีปริมาณการ short หรือการทำ block trade สูงในช่วงที่ผ่านมาได้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากบล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เชื่อว่านักลงทุนที่เล่นขา short จะปิด position (cover short) จากการที่มองโอกาสที่หุ้นจะปรับลดลงมีจำกัดหลังบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน แต่การที่ราคาหุ้นของบริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนจะปรับขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่อยู่ที่ผลการดำเนินงานและปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเป็นหลัก จากผลดังกล่าวจึงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SPALI กำหนดราคาเป้าหมาย 21.30 บาท และแนะนำ “ซื้อ” หุ้น KBANK กำหนดราคาเป้าหมาย 178 บาท

ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากสภาวะตลาดที่ผันผวนและราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรง สร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนหลายๆ บริษัทที่มีความพร้อมทางการเงิน ขณะที่ผู้บริหารต้องการส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นของบริษัทต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน กลับมาเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยการประกาศซื้อหุ้นคืน (Tresury Stock)

โดยในสัปดาห์นี้ มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนถึง 4 บริษัท คือ CK, KBANK, SPALI และ TPIPL ซึ่งราคาหุ้นหลังประกาศถึงปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี 5.3%, 5.9%, 1.8% และ 3.3% ตามลำดับ หากไปดูข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ในกลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศซื้อหุ้นคืนเกือบทั้งหมดราว 42 บริษัท และส่วนใหญ่จะประกาศซื้อหุ้นคืนในปีที่ตลาดฯปรับฐานแรงเสมอ เช่น

ปี 2558 SET Index ปรับฐาน 14% (ลดลงมากสุดใน 10 ปี ที่ผ่านมา) มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน 5 บริษัท และมีมาต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2559 อีก 4 บริษัท ซึ่งในปี 2559 SET Index ฟื้นตัวกว่า 19.8%

ปี 2561 SET Index ลดลง 10.8% (ลดลงมากสุดเป็นอันดับ 2 ใน 10 ปี ที่ผ่านมา) มีการประกาศซื้อหุ้นคืนถึง 13 บริษัท หลังจากนั้น 6 เดือน SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.6% (ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562)

ปี 2562 ส่วนใหญ่มีการประกาศหุ้นคืนในช่วงครึ่งหลังของปีราว 15 บริษัท หลังจาก SET Index มีการปรับฐานลงมาเยอะ

ปี 2563 มีการประกาศซื้อหุ้นคืน 4 บริษัท หลังจากที่ SET Index ปรับตัวลงกว่า 3.5% (ตั้งแต่ต้นปี)

ทั้งนี้หากพิจารณาโดยภาพรวมของ SET Index สังเกตได้ว่าหลังจากบริษัทจดทะเบียนออกมาประกาศซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวนมาก SET Index มักจะตอบสนองในเชิงบวกและมีโอกาสรีบาวด์กลับในระยะถัดไปเสมอ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะนักลงทุน ตอบรับสัญญาณที่ผู้บริหารส่งออกมาว่าราคาหุ้นมี Valuation ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามความต่อเนื่องในการปรับขึ้นของราคาหุ้นยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เฉพาะอย่างยิ่งแรงหนุนจาก Fund Flow

โดยฝ่ายวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ค้นหาช่วงเวลาในการลงทุนหุ้นที่ถูกซื้อหุ้นคืน จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ “ซื้อหุ้นดังกล่าวในวันที่ประกาศ และขายทำกำไรใน 1 เดือนถัดมา” มีโอกาสได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกราว 2.6% (บางบริษัทให้ผลตอบแทนเกิน 10%) เนื่องจากการซื้อหุ้นคืนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงราคาหุ้น บวกกับความคาดหวัง EPS เพิ่มขึ้น จากจำนวนหุ้นที่ลดลงตามจำนวนที่ซื้อคืน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณของผู้บริหารว่าหุ้นบริษัทตัวเองถูกเกินไป

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นราคาส่วนใหญ่จะย่อตัวลงตามลำดับ โดยเฉพาะหลังจากประกาศซื้อหุ้นคืนเกิน 6 เดือน ผลตอบแทนที่ได้มีโอกาสย่อตัวจนติดลบ เนื่องจากบริษัทมีระยะเวลาในการซื้อหุ้นคืนได้ไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันราคาและยังสอดคล้อกับสถิติในอดีต

สำหรับข้อสรุปจากข้อมูลในอดีต ในช่วงเวลาที่มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก ภาพรวมตลาดมีโอกาสฟื้นในระยะถัดไปเสมอ ส่วนราคาหุ้นบริษัทที่ถูกประกาศซื้อหุ้นคืนมักปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีในระยะสั้น (ดีสุด 1 เดือนหลังประกาศ) ส่วนระยะยาวตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ราคามักย่อตัวลง และหลายๆบริษัทให้ผลตอบแทนติดลบ สวนทางตลาดที่เริ่มฟื้นขึ้น