เอากำไรฯมาจ่ายปันผล

ครับ..กำไรในที่นี้ก็คือ “กำไรสะสม” ไม่ใช่กำไรจากผลประกอบการรอบปี 62 ที่ผ่านมาเพราะบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ส่วนใหญ่กำไรลดและบางบจ. ถึงกับพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

ครับ..กำไรในที่นี้ก็คือ “กำไรสะสม” ไม่ใช่กำไรจากผลประกอบการรอบปี 62 ที่ผ่านมาเพราะบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ส่วนใหญ่กำไรลดและบางบจ. ถึงกับพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน

ซึ่งผลประกอบการปี 63 สถานการณ์บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็คงจะตึงมืออีก เพราะเจอมรสุมเศรษฐกิจหนักหน่วงมาแต่ต้นปี

แต่ถึงอย่างไรบจ.ก็ควรแสดงความมีน้ำใจด้วยการนำ “กำไรสะสม มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

เรื่องนี้มีเหตุผลครับ

ผมเขียนต้นฉบับเรื่องนี้อยู่ที่ ฮอลสแตท (Hallstatt) ภายใต้อุณหภูมิเยือกเย็นติดลบ 2C ของประเทศออสเตรียครับ

นั่งเครื่อง การบินไทยไปลงที่เวียนนา แล้วเช่ารถตู้ไปเที่ยวต่ออีก 3 ประเทศรายล้อมได้แก่ บราติสลาวา (สโลวาเกีย), บูดาเปสต์ (ฮังการี), โอโลมุก-ปราก-เชสกี ครุมลอฟ (เช็ก) แล้ววนเข้าออสเตรีย มาที่ฮอลสแตท และ เวียนนา ตามลำดับ

ไปเที่ยวโดยพาหนะเดินทางรถยนต์ ก็ให้รสชาติไปอีกแบบ เพราะสะดวกสบาย ตามใจฉัน ยืดหยุ่นโปรแกรมเดินทางได้ พื้นผิวถนนหนทางก็เรียบกริบ ตามมาตรฐานยุโรป ไม่มีพื้นผิวกระโดกกระเดกเป็นโลกพระจันทร์ตามมาตรฐานบ้านเรา

4 ประเทศที่ไปเยือนนี้ ว่าไปแล้วในสมัยโบราณก็อยู่ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หรือHory Roman” ภายหลัง จักรวรรดิโรมันตะวันตก ที่กรุงโรมล่มสลายนั่นแหละ

มาตรฐานการจราจรโดยเฉพาะการใช้ความเร็วดูจะได้รับอิทธิพล “ออโตบาห์น” จากเยอรมนีมาไม่น้อย คือ ส่วนใหญ่จะใส่กันได้เต็มที่ ไม่เหมือนในอเมริกาที่ชอบใช้รถคันใหญ่สูง ๆ แต่จำกัดความเร็วเป็นรถมินิคาร์ความเร็วต่ำที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

ช่วงตระเวนยุโรปอยู่ 7-8 วัน ก็สามารถติดตามข่าวสารเมืองไทยได้อย่างละเอียดครบถ้วนทุกประการจากเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ทันสมัยและราคาไม่แพงละครับ

อย่างตลาดหุ้นบ้านเราก็ติดตามข่าวสารได้ตามเวลาเรียลไทม์ โดยไม่มีการดีเลย์อะไรกันเลย และไม่ต้องทุกข์ทรมานคอยเฝ้าดูข่าวจาก CNBC หรือ BBC CNN เหมือนก่อน

กลับมาเข้าเรื่องควรต้องเอากำไรสะสมของบจ.มาจ่ายเป็นเงินปันผล แทนกำไรสะสมของบจ.มาจ่ายเป็นเงินปันผล แทนกำไรจากผลประกอบการปัจจุบันก็เพราะภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ถดถอยอย่างรุนแรง รวมทั้งผลประกอบการบจ. ในตลาด ที่มีแนวโน้มสูงจะถดถอยแน่ ๆ

นั้นก็เป็นประการหนึ่ง

ถามว่าบจ.มีความสามารถจะจ่ายได้ไหมผมก็ว่าอย่างน้อยสัก 1 ใน 3 ของบจ.ในตลาดกว่า 700 บริษัท สามารถดึงกำไรสะสม มาจ่ายเป็นเงินปันผลได้นะ

อย่างเช่น บริษัท IRPC ขาดทุนตั้ง 1.1 พันล้านบาท เทียบกับปี 61 กำไร 7.7 พันล้านบาท ก็ยังเอากำไรสะสมที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นล้านบาท มาจ่ายปันผล 0.10 บาท ปลอบใจผู้ถือหุ้นได้

บจ.ที่มีรากฐานแข็งแรง ยังไงก็ไม่เจ๊งแน่ การขาดทุนหรือกำไรถดถอยในบางปีก็เป็นปัจจัยชั่วคราวเมื่อไหร่เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ ก็พร้อมจะกลับมามีกำไรดั้งเดิมได้ จะเอาแต่กอดเงินสดไว้ทำไม ความจำเป็นจะต้องการลงทุนเพิ่มก็ไม่มี

ในประการต่อมา เป็นการปลอบขวัญและกำลังใจให้แก่นักลงทุน เพื่อชดเชยกับราคาหุ้นถือครองที่ถดถอยลงครับ

และในประการต่อมาก็เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นไทยที่ยังคงเป็นทางเลือกของประชาชนไทย ในการบริหารเงินออมที่ให้ผลตอบแทนทั้งในเรื่องของราคาหุ้นหรือเมื่อหุ้นราคาไม่ดี ก็ยังมีเงินปันผลชดเชยกันไป

ถือเสียว่า “ไม่ขายก็ยังไม่ขาดทุน” กลายเป็นที่รับเงินปันผลไปพลาง ๆ ก่อน

การควักเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผล ทุกฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์กันหมด มันดีต่อทั้งเจ้าของผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้ถือหุ้นรายย่อยอีกทั้ง บจ.นั้นก็ “ได้ใจ” นักลงทุนไปเต็ม ๆ ที่แม้ผลประกอบการขาดทุนแต่ก็ยังมีเงินปันผลปลอบใจให้ในวันหน้า เผื่อบริษัทมีความจำเป็นจะออกหุ้นเพิ่มทุนหรือหุ้นกู้ ก็จะได้รับความร่วมมืออย่างสูงจากศรัทธามหาชน

ผมไม่รู้ว่า ก.ล.ต.หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ คิดส่งเสริมเรื่องนี้อยู่หรือเปล่านะ แต่ผมว่าคงคิดอยู่แหละ เพื่อรักษา“ศรัทธามหาชน” ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ

ส่วน บจ.ที่ไม่แข็งแรง เจอภาวะเศรษฐกิจเลวร้ายอย่างนี้ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก จ่ายไม่ได้อยู่แล้ว เข้าใจกันเป็นอันดีไม่ว่ากัน

เป็นที่น่ายินดีที่ปีนี้ มีบจ.ประกาศเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผลแล้ว 12 บริษัท อันได้แก่

WP, KTIS, DTAC, SIRIP, METCO, PTTEP, TDEX, RAM, THCOM, KSL, KBANK และ IRPC เป็นรายล่าสุด

สถานการณ์พิเศษที่ไม่ปกติเช่นนี้ สมควรทุกประการจะนำเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นครับ…