
“เอกนิติ” เปิดแผนรื้องบสู้วิกฤต ดึงเงินคืนสูงสุด 1.2 แสนลบ. ไม่ปัดกู้เงินแต่ใช้ต้องชัดเจน
รองนายกฯ “เอกนิติ” ชี้แจงแผนรื้อจัดงบสู้วิกฤต กำหนดเดดไลน์ 30 เม.ย. ดึงเงินค้างท่อคืน รวมงบกลางเก่าคาดสูงสุด 1.2 แสนล้านบาท พร้อมย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินยังเป็นทางเลือก แต่การใช้ต้องชัดเจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 เม.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ชี้แจงว่า ขณะนี้หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP จากเพดานหนี้ 70% ยังมีช่องว่างประมาณ 4% ประมาณ 8 แสนล้านบาทที่สามารถกู้ได้อีก ซึ่งเพดานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ สามารถปรับขึ้นลงได้ โดยเพดาน 70% นี้ ถูกปรับขึ้นช่วงเกิดสถานการณ์โควิด อย่างไรก็ตามการดำเนินการต้องทำเป็นขั้นตอน
นายเอกนิติ ระบุถึงแนวทางการใช้งบประมาณของประเทศว่า เริ่มจากการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โดยงบปี 2569 ที่หน่วยงานยังไม่ได้เบิกจ่าย ทั้งที่ผ่านมากว่าเกินครึ่งปีแล้ว จึงกำหนดเดดไลน์ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ เพื่อนำงบคืนมาเพื่อช่วยเยียวยา คาดประมาณ 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท รวมกับงบกลางเก่าที่เหลืออีก 25,000 ล้านบาท รวมอยู่ที่ 95,000–120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การโอนงบดังกล่าว ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และยังต้องรอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในต้นเดือนมิถุนายน
“อันนี้เป็นความเร่งด่วน ต้องใช้กระบวนการทางรัฐสภา เข้าใจว่าทุกคนก็เห็นสภาพ ว่าวันนี้เราเจอของวิกฤตของโลก และคงต้องทำความเข้าใจกัน เชื่อว่าทางรัฐสภาก็เห็นสภาพนี้อยู่” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับงบประมาณปี 2570 ที่กำลังจัดทำ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี คือ ตัดงบไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างตึกใหม่ เปลี่ยนจาก “ซื้อ” เป็น “เช่า” แทน การทบทวนงบปี 2570 สอดคล้องกับแผนความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อลดขาดดุลงบประมาณ

นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า ในเช้าวันนี้ (22 เม.ย. 69) จะมีการประชุมของ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อร่วมคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570
ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ผ่านมาใช้เงินเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งยังมีอีกหลายกลุ่ม ส่วนคำถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่นั้น ขอดูสถานการณ์ แต่ถ้ายืดเยื้อ “หมื่นล้านบาทไม่น่าพอ” เราต้องเตรียมพร้อม เตรียมกระสุนไว้
สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายเอกนิติ ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบสูงสุดในอาเซียน จึงควรมีงบสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้า รวมถึงปรับกติกา ให้สามารถขายคืนไฟฟ้าส่วนเกิน ดังนั้นหากจำเป็นอาจใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน
“ถ้าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ อาจจะต้องมีการทำ พ.ร.ก. ที่จะขอใช้จ่ายเงินเพิ่มเติม เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มรายได้น้อย กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น”
รองนายกรัฐมนตรี อธิบายถึงแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะนี้ กรมสรรพสามิต กำลังศึกษาอยู่ โดยจะมีทั้งเรื่องโซลาร์ หน่วยราชการใช้จะลดค่าไฟได้ 20-30% การเปลี่ยนรถสันดาป เป็นรถ EV อยู่ระหว่างประเมินจำนวนและงบอุดหนุน รวมถึงจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการ Direct PPA เพื่อปฏิรูปพลังงานประเทศ
เมื่อถูกถามถึงแผนการกู้เงินกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะ นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ตนเดินทางไปประชุมในต่างประเทศ เห็นได้ชัดเจนว่า ทุกประเทศไม่ได้กังวลว่า หนี้สาธารณะประเทศไทยสูง อีกทั้งต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ ถ้าจะใช้จะนำไปใช้ทำอะไร ต้องมียุทธศาสตร์ โดย IMF ประกาศให้ Target, Transition พลังงานประเทศ และปฏิรูปหลังวิกฤต เพื่อประเทศจะได้แข็งแรงกว่าเดิม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“อนุทิน” กางงบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านลบ.! สั่งคุมเข้ม “กฎเหล็ก” ขอเพิ่มงบได้เฉพาะลงทุน
“เอกนิติ” ส่งสัญญาณขยายเพดานหนี้ ชู “4T” รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

