4 หุ้นแกร่งวิ่งสวนตลาดฯ วอลุ่มคึกติด Most Active ลุ้นประกาศผลงานปี 62 แจ่ม!

4 หุ้นแกร่งวิ่งสวนตลาดฯ วอลุ่มคึกติด Most Active ลุ้นประกาศผลงานปี 62 แจ่ม!

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมบทวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ปรับตัวขึ้นสวนทางภาวะตลาดวานนี้ (18 ก.พ.63) ซึ่งดัชนีปรับตัวลดลงอย่างหนักลงมาปิดที่ระดับ 1,513.68 จุด ปรับตัวลดลง 13.57 จุด หรือ 0.89% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.93 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ มีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งปรับตัวลดลงอย่างหนัก อย่างไรก็ตามในการจัดลำดับ 10 หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดพบว่ามีอยู่ 4 บจ. ที่ปรับตัวขึ้นสวนทางภาวะตลาด หลังจากที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาโดดเด่น อีกทั้งมีปัจจัยบวกสนับสนุน ประกอบด้วย BAM , TU  ,GULF และ STA

อันดับที่ 1 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปิดตลาดที่ระดับ 15.70 บาท ปรับตัวขึ้น 0.40 บาท หรือ 2.61% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 578.60 ล้านบาท ประกาศกำไรปี 2562 อยู่ที่ระดับ 3.82 พันลบ. เติบโต 17.19% จากปี 2561 ที่มีกำไร 3.26 พันลบ.

ขณะเดียวกันประกาศปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 ก.ค. 2562 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2562 เป็นเงินสด 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 2 มี.ค.2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 เม.ย.2563

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” TU ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท/หุ้น โดยระบุว่า TU ประกาศกำไรไตรมาส 4/62 ออกมาเป็น 1.2 พันล้านบาท (-22.9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน, -17.9% จากไตรมาสก่อน) ถือว่าออกมาไม่มาก เพราะยอดขายที่ปรับลดลงและสัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้สูงขึ้นตามยอดขายที่ลดลง แต่ยังคงดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ก่อนหน้าในอัตรา 10% และ 15% ตามลำดับ ผลพวงจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้เป็น 16.1% จากที่เราคาดไว้ 15.3%

สำหรับยอดขายไตรมาส 4/62 ลดลง 7.8% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง หากไม่นับยอดขายลดลง 3.7% ซึ่งราคาวัตถุดิบทูน่าที่ต่ำก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ OEM แม้ยอดขายในส่วนธุรกิจแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงจะแข็งแกร่งก็ตาม

ขณะที่แนวโน้มธุรกิจปี 63 มีความสดใสมากขึ้น ในธุรกิจ ทูน่า OEM มีอุปสงค์มากขึ้น พิจารณาได้จากราคาวัตถุดิบขยับขึ้นดี เดือน ต.ค.และพ.ย.62 ที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ได้เพิ่มมาเป็น 1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อีกทั้งจะได้รับประโยชน์ในส่วนรายได้เมื่อเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าตั้งแต่ต้นปีนี้

ทั้งนี้ คงคำแนะนำ ซื้อ และราคาพื้นฐานคงไว้ที่ 18.50 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 63 ที่ 16.5 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 21% เราเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบไปพอควรแล้ว แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสมหุ้นใน Theme หุ้นพื้นตัวดี

 

อันดับที่ 2 บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ปิดตลาดที่ระดับ 12.60 บาท ปรับตัวขึ้น 0.70 บาท หรือ 5.88% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 371.92 ล้านบาท

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ”ซื้อ”หุ้น บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ให้ราคาพื้นฐาน 16.30 บาท คาดกำไรของ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ซึ่ง STA ถือหุ้น 81% จะเติบโตก้าวกระโดดสูงกว่า 185% จากยอดขายถุงมือที่คาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดกำไรไตรมาส 1/63 เติบโตก้าวกระโดดสนับสนุนจากต้นทุนลดลง, ค่าเงินบาทอ่อน, และยอดขายถุงมือยางเติบโตดีภายหลังเกิดไข้หวัด COVID-19

ขณะที่ธุรกิจยางธรรมชาติ (กลางน้ำ) คาด Turnaround โดยประเมินมูลค่าหุ้นด้วย SOTP แบ่งเป็น ธุรกิจถุงมือยาง 14.40 บาท (PER2564E ที่ 22x ให้ส่วนลด 20% จากภูมิภาค) และ 1.90 บาทในธุรกิจยางธรรมชาติ รวมเป็น 16.30 บาท โดยปัจจุบัน STA ซื้อขายที่ PER ต่ำเพียง 9 เท่า พร้อมปันผล 4.2%

 

อันดับที่ 3 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปิดตลาดที่ระดับ 188 บาท ปรับตัวขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.27% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 612.94 ล้านบาท

โดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “Outperform” GULF ราคาเป้าหมาย 198.50 บาท/หุ้น โดยระบุว่า ข้อมูลโดยรวมจากการประชุมนักวิเคราะห์อยู่ในเชิงบวก โดย GULF คาดว่าจะถือหุ้น 70-75% ในโครงการ Ca-Na LNG to Power (ในเวียดนาม) จึงเปลี่ยน base case จากเดิมที่คาดว่าบริษัทจะถือหุ้น 50% เป็น 70% ซึ่งจะทำให้มี upside จาก base case เดิมอีก 23.50 บาท/หุ้น

นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของโครงการโรงไฟฟ้าในลาวจาก 70% เป็น 80% และคาดว่าและเริ่มเจรจาค่าไฟกับ กฟผ.ในปีหน้า ทั้งนี้ GULF จบปิดดีลเงินกู้โครงการ Gulf Pluak Daeng (GPD,1,750MWe) แล้ว ซึ่งจะทำให้มี upside อีก 2 บาท/หุ้น จากต้นทุนการเงินของโครงการที่ต่ำกว่าคาด (3.3%) (เดิมใช้สมมติฐานที่ 4.5%) ปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2563 ที่ 198.50 บาท สำหรับในระยะสั้น คิดว่าบริษัทน่าจะเซ็นสัญญา O&M โครงการมอเตอร์เวย์ได้ในไตรมาส 1/63 (รวมอยู่ในสมมติฐานของเราแล้ว) เรามองว่าการที่ GULF รุกขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศจะทำให้ราคาเป้าหมายมี upside เพิ่มอีก

 

อันดับที่ 4 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ปิดตลาดที่ระดับ 29 บาท ปรับตัวขึ้น 1.25 บาท หรือ 4.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย  ล้านบาท 4.96 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามราคาหุ้น BAM ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำเพียงถือ หรือขาย

ทั้งนี้ บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ถือ” BAM ราคาเป้าหมาย 28.50 บาท/หุ้น โดย TRIS ประกาศ Rating ของ BAM ที่ A- แนวโน้ม Stable โดยเป็นการประกาศ Rating ของ BAM จาก TRIS ครั้งแรก จึงไม่มี Rating ก่อนหน้าเทียบเคียง ส่วน Fitch เดิมให้ Rating BAM ที่ AA- Negative ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศใหม่สิ้นเดือนนี้ โดยหาก Fitch ประกาศ Rating ออกมาเหมือนกับ TRIS ที่ A- จะถือว่าลดลง 3 ระดับ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เราคาดการณ์ไว้ (ราว 2-3 ระดับ)

โดยหาก Fitch ประกาศ Rating ลดลงราว 2-3 ระดับ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ Cost of Fund โดยรวมราว 10-20 bps ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่ในประมาณการอยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่รวมการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ซึ่งจะเป็นปัจจัยชดเชยช่วยลดผลกระทบจาก Rating ที่ลดลงอีกด้วย (การลดดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ได้อยู่ในประมาณการ) จึงยังคงประมาณการเดิมไว้

ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมายที่ 28.5 บาท อิงวิธี DCF ซึ่งราคาหุ้นระยะสั้นได้ปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้ Upside ค่อนข้างจำกัด เราจึงปรับคำแนะนำเหลือเพียง “ถือ” โดยปัจจัยที่ต้องติดตามนอกจากการประกาศ Rating ของ Fitch แล้ว ยังแนะนำให้ติดตามเป้าหมายของบริษัทที่จะลดระยะเวลาคืนทุนทั้งในส่วนของ NPL และ NPA ซึ่งหากทำได้จริงจะส่งผลดีโดยตรงต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการโดยรวม