ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวเร็ว!?

กว่าอุปสงค์น้ำมันจะกลับไปสู่ระดับก่อนที่จะเกิดโควิด-19 ก็น่าจะเป็นปี 2565  ซึ่งช่วงที่เหลือของปี 2563 และปี 2564 ราคาน้ำมันดิบจะยังผันผวนจากทั้งปัจจัยบวกและลบ

รายงานพิเศษ

ราคาน้ำมันดิบเดือนพฤษภาคม 2563 ปรับตัวขึ้นแรงกว่าคาดการณ์ไว้ ?

อย่างราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ภายในรอบ 1 เดือนเพิ่มขึ้นถึง 84.72% โดยเพิ่มจาก 19.05 ดอลลาร์/บาร์เรล ในสิ้นเดือนเมษายน มาเป็น 35.19 ดอลลาร์/บาร์เรล ในสิ้นเดือนพฤษภาคม และจนล่าสุดต้นเดือนมิถุนายนขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 36.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ Brent Spot (Brent) ภายใน 1 เดือนเพิ่มขึ้นถึง 40.92% โดยเพิ่มจาก 26.71 ดอลลาร์/บาร์เรล ในสิ้นเดือนเมษายน มาเป็น 37.64 ดอลลาร์/บาร์เรล ในสิ้นเดือนพฤษภาคม และจนล่าสุดต้นเดือนมิถุนายนขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 39.24  ดอลลาร์/บาร์เรล

ปัจจัยหนุนสำคัญอาจเกิดจาก 1.การผ่อนคลายล็อกดาวน์ทั่วโลก 2.จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐฯ ปิดไปมากสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 300 แท่น และ 3.กลุ่มโอเปกพลัส (14 ชาติโอเปก+รัสเซีย) ลดปริมาณการผลิตลง 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 แถมยังมีข่าวว่าอาจจะขยายระยะเวลาลดการผลิตระดับนี้ไปอีก 1-3 เดือนเป็นถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 หรือสิ้นเดือนกันยายน 2563 ซึ่งขณะนี้กำลังรอการตัดสินใจของรัสเซีย

ทางด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ปรับเพิ่มมุมมองทางบวกต่อราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปี 2563 ซึ่งทำให้ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยของปี 2563 เป็น 42-47 ดอลลาร์/บาร์เรล (จากก่อนหน้า 37-42 ดอลลาร์/บาร์เรล) พร้อมกับสมมติฐานราคาของปี 2564 คงไว้ที่ 55-60 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้มองว่าปริมาณการผลิตที่สูงกว่าอุปสงค์ทำให้สต๊อกน้ำมันดิบยังคงสูง ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบปี 2564

เนื่องจากยังคงตระหนักต่อความความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กระทบราคาน้ำมันดิบหรือไม่…. ซึ่งถ้าความขัดแย้งของสองประเทศรุนแรงและกระทบต่อการค้าก็จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้าลง ซึ่งกระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จะกระทบต่อราคาน้ำมันดิบน้อยกว่าเรื่องแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังมีความเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดรอบที่สองที่อาจจะเห็นได้ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ภาคธุรกิจแล้ว และอาจทำให้ประชาชนทั่วโลกลืมตัวและชะล่าใจไป

อีกทั้งสิ่งที่ควรระวัง คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรงสะท้อนความคาดหวังเรื่องการขยายระยะเวลาลดปริมาณการผลิตออกไปแล้ว และถ้ามีการขยายเวลาออกไปอีกจริง ! ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นอีกไม่มาก และหรือมี Sell on Fact (ถ้าไม่ขยายเวลาฯ ราคามีสิทธิร่วงเลย)

รวมทั้งเห็นว่ากว่าอุปสงค์น้ำมันจะกลับไปสู่ระดับก่อนที่จะเกิดโควิด-19 ก็น่าจะเป็นปี 2565  ซึ่งช่วงที่เหลือของปี 2563 และปี 2564 ราคาน้ำมันดิบจะยังผันผวนจากทั้งปัจจัยบวกและลบ

โดยปัจจัยบวกและลบต่อราคาน้ำมัน ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะฟื้นตัวช้ากว่าคาด, การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รอบที่สองที่อาจนำไปสู่การล็อกดาวน์อีกรอบ, ความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับจีน, ปัญหาการเมืองภายในของสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ ฯลฯ เป็นต้น

จากในกรณีข้างต้นสู่กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยในเชิงกลยุทธ์ Sentiment หุ้นกลุ่มพลังงานดีขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจจากบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ อย่าง บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  หรือ PTTEP หากปรับสมมติฐานราคาน้ำมันใหม่จะได้ราคาพื้นฐานประมาณ 100 บาท ซึ่งได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันโดยตรง โดยรายได้ 30% มาจากผลิตภัณฑ์เหลว และอีก 70% มาจากก๊าซซึ่งราคาจะเป็นไปตามราคาน้ำมันดิบโดยมี Lag time ประมาณ 6 เดือน

ด้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เป็นบริษัทที่ดีในเรื่องการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ทั้งนี้ราคาพื้นฐานจะปรับขึ้นเป็น 45 บาทถ้าใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบใหม่ เพราะมีทั้งธุรกิจพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น ปิโตรเคมี และธุรกิจค้าปลีก (ซึ่ง PTTOR ยื่นไฟลิ่งเพื่อจดทะเบียนในตลาดฯ ไปแล้ว)

ส่วนกลุ่มโรงกลั่น จะได้อานิสงส์จากกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบในไตรมาส 1/2563 ขาดทุนสต๊อกสูงมาก แต่คาดว่าไตรมาส 2/2563 จะพลิกเป็นกำไรหรือขาดทุนน้อยลงได้ สำหรับค่าการกลั่นขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานของโรงกลั่น และค่าพรีเมียมหรือส่วนลดราคาน้ำมันดิบ ซึ่งคาดว่าในเดือนมิถุนายน 2563 จะดีขึ้นกว่าเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 ส่วนกลุ่มโรงกลั่นที่เป็น Top pick ยกให้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ซึ่งราคาพื้นฐานปัจจุบันอยู่ที่ 54 บาท

สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีชอบ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งมีข้อดีตรงธุรกิจปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบเป็นก๊าซที่ราคาเพิ่มขึ้นช้ากว่าน้ำมันดิบ เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง สเปรดของ PTTGC ก็จะดีกว่าบริษัทที่ใช้วัตถุดิบเป็นแนฟทา

ท้ายสุดสะท้อนได้ว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นจะมีผลบวกต่อกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น เนื่องจากไปในทิศทางเดียวกัน !!!