
“เอเซีย พลัส” ชี้แบงก์ไทยราคาถูก PBV ต่ำ แนะเก็บ “KTB-KBANK-BBL”
บล.เอเซีย พลัส ระบุ กำไรกลุ่มธนาคารไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาด สะท้อนผ่านจุดต่ำสุด ขณะที่ SETBANK ยังขึ้นเพียง 3.4% ต่ำกว่า SET ที่ 18% มอง Downside จำกัด เป็นจังหวะสะสม KTB, KBANK, BBL จาก PBV ต่ำ ลุ้นฟื้นครึ่งปีหลังและรับปันผลระหว่างกาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย 8 แห่ง ในงวดไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ราว 8% และสูงกว่า Bloomberg Consensus ประมาณ 12% โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ในธุรกิจตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาด
ทั้งนี้ ธนาคารส่วนใหญ่รายงานกำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ นำโดย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ขณะที่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มีผลประกอบการใกล้เคียงคาด ส่วน บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยราว 7%
ในเชิงการเติบโต กำไรสุทธิกลุ่มเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรโดยรวมยังทรงตัว แม้รายได้ Non-NII จะขยายตัว แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ชะลอลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง
ด้านสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจาก SCB, KTB, BBLและ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่เติบโตประมาณ 2–3% โดยเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ในกลุ่มเงินทุนหมุนเวียนของ BBL ตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการปล่อยสินเชื่อภาครัฐของ KTB
สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ของกลุ่มอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลง 30 basis points มาอยู่ที่ 3.0% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) อยู่ที่ 8.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ราว 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ได้แรงหนุนจากธุรกิจหลักทรัพย์และการจัดการกองทุน รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของ KBANK, SCB และ KTB เติบโต 14–18% นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากเงินปันผลรับของกองทุน VAYU1 และกำไรจากการลงทุน (Trading income) ของ KTB
ในด้านการบริหารต้นทุน ภายใต้แรงกดดันจากรายได้ที่ยังเผชิญความท้าทาย กลุ่มธนาคารมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to income ratio: CIR) ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 42% จาก 43% ในปีก่อน โดย KTB และ KBANK มีประสิทธิภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 39%
ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit cost) ทรงตัวที่ระดับ 1.5% โดยธนาคารส่วนใหญ่ยังคงตั้งสำรองในระดับสูง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 193% จาก 189% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าช่วงวิกฤต สงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่ระดับ 177% โดย BBL, KTB, TISCO และ KBANK มีระดับความสามารถในการรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.7% ใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากนโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด โดยธนาคารส่วนใหญ่สามารถรักษาระดับหรือปรับลด NPL ได้ ยกเว้น BBL ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล รวมถึง BAY และ TTB ที่เพิ่มขึ้นจากฐานสินเชื่อที่ลดลง
โดยรวมกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 27% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะลดลง 5% จากปีก่อน สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังมีอยู่ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรยังมีจำกัด
ในด้านการลงทุน ดัชนีกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ปรับขึ้นเพียง 3.4% เทียบกับดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้น 18% สะท้อนการชะลอตัวของผลประกอบการไปแล้วในระดับหนึ่ง โดยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนใน KTB จากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง รวมถึง KBANK และ BBL ซึ่งมีระดับราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) เพียง 0.5–0.7 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ประมาณ 0.9 เท่า โดยแนะนำใช้จังหวะราคาหุ้นอ่อนตัวจากการขึ้นเครื่องหมาย XD ในการทยอยสะสม เพื่อรอการฟื้นตัวในช่วงการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระยะถัดไป

