บนความไม่ไว้วางใจ

พรรคพลังประชารัฐ ใต้ปีกธรรมนัส ชนะเลือกตั้งซ่อมลำปาง อย่างถล่มทลาย

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

พรรคพลังประชารัฐ ใต้ปีกธรรมนัส ชนะเลือกตั้งซ่อมลำปาง อย่างถล่มทลาย

ไม่ผิดความคาดหมาย เห็นไต๋ตั้งแต่แรก พรรคเพื่อไทยจะส่ง พินิจ จันทรสุรินทร์ บิดา ส.ส.ที่ตาย รับรองใบสมัครให้แล้ว กลับถอนตัวนาทีสุดท้าย ส่งใครแทนก็ไม่ทัน พรรคก้าวไกลก็ตั้งพรรคไม่ครบ 90 วัน ผู้สมัครเสรีรวมไทยซึ่งครั้งก่อนได้ 2,466 คะแนน เลยต้องเป็นตัวแทนฝ่ายค้าน

ไม่มีฐานเสียงตัวบุคคล เป็นการเลือกตั้งซ่อมที่ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบ เพราะประชาชนหวังพึ่งงบประมาณโครงการรัฐ แถมมีข้อสงสัยอีกต่างหาก ว่าใครฮั้วใคร

ระหว่างหาเสียง ธรรมนัสขึ้นปราศรัย อ้างว่าเข้าไปกราบ “พ่อพินิจ” ฝากพื้นที่ให้ดูแล อวดเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รัฐประหาร 2 ครั้ง ถูกคุมขังทั้ง 2 ครั้ง แต่ทนรอทักษิณไม่ไหว เลยก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำให้จังหวัดพะเยาที่เคยได้งบพัฒนา 200 ล้าน ปัจจุบันได้งบ 1,600 ล้าน คนพะเยาเห็นว่ามาถูกทางแล้ว เลือกฝ่ายค้านไม่ได้ประโยชน์

จากคะแนนเดิม เพื่อไทย 42,984 พปชร. 30,368 อนาคตใหม่ 26,471 ก็กลายเป็น พปชร. 61,914 เสรีรวมไทย 38,336 ดีเท่าไหร่ที่คนเลือกฝ่ายค้านยังเทคะแนนให้ 36,000 คน

ช่างน่าภาคภูมิใจ? สำหรับบิ๊กป้อมที่จะนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรควันเสาร์หน้า กองหนุนประยุทธ์คงยินดีปรีดา เพราะมีแนวโน้มว่า ภาคเหนือตอนบนที่เคยเป็นฐานเสียงแข็งแกร่งของทักษิณ จะถูกกวาดไปอยู่ใต้บารมีธรรมนัส “มันคือแป้ง”

ตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ คงเล็กเกินไป น่าจะให้ช่วยคุมมหาดไทย คุมตำรวจ ฐานการเมืองจะยิ่งแข็งแกร่ง ที่ฝ่ายค้านยื่นวินิจฉัยคุณสมบัติ “แป้ง” ในศาลรัฐธรรมนูญนั้นเรื่องเล็ก

พรรคพลังประชารัฐ ใต้บารมีประวิตร มีแต่จะยิ่งใหญ่ หมดความขัดแย้ง ขอเพียงจัดสรรตำแหน่งให้พอใจ รวมไปถึงจัดโควตาพรรคร่วมรัฐบาล เช่นให้เฮียชัช เตาปูน เป็นรัฐมนตรีบ้าง

ส.ส.พรรคเล็ก ก็จะยุบมารวม พปชร. ทั้งที่ กรธ.มีชัยขึงขัง จะยุบพรรครวมกันแบบทักษิณไม่ได้ แต่ไม่เห็นเป็นไร “ไพบูลย์โมเดล” ยุบพรรคตัวเองก่อน แล้วค่อยสมัครเข้า พปชร. กกต.รับประกัน

หรือนี่คือการเมือง New Normal ของประยุทธ์ ปลุกความเป็นไทย ปลุกความร่วมมือ เรียกร้องฝ่ายตรงข้ามหยุดเล่นเกมการเมืองไม่สุจริตบิดเบือนไม่สร้างสรรค์

แล้วอยู่กับการเมืองสามานย์ ช่วงชิงตำแหน่ง แย่งผลประโยชน์ ต่างตอบแทนกันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่รัฐมนตรี ส.ส. ไปถึงหัวคะแนน ขณะที่รัฐราชการเป็นใหญ่ก็ไม่เดือดร้อน ทำงานประจำแบบไม่สนใจใคร

อำนาจรัฐกำลังใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้ประยุทธ์ ทั้งรัฐราชการ และนักการเมืองที่เข้ามาค้ำประยุทธ์สืบทอดอำนาจ สวนทางกับความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชน

ถ้ามองปฏิกิริยาสังคม จะเห็นความไม่ไว้วางใจ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือความไม่ไว้วางใจนักการเมือง กลัวเสือหิวเสือโหย หาผลประโยชน์จากเงินกู้สี่แสนล้าน

อีกด้านคือความไม่เชื่อถือ ไม่เชื่อฝีมือ รัฐราชการไร้หัวคิด เช่นโลกออนไลน์รุมวิพากษ์ศาลาริมทาง โคตรสวยงาม แต่บังแดดบังฝนไม่ได้

หรือกรณีทุบตึกเก่าเมืองแพร่ คิดได้อย่างไร ใช้งบสูญเปล่า ความเสียหายเอาคืนไม่ได้

หรือมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมโควิด ก็ทำให้ชาวบ้านสมเพชความไร้สาระ ขึ้นรถเมล์ต้องสแกนไทยชนะ นักร้องให้ครวญเพลงห้ามตะเบ็ง รถไฟฟ้าเว้นที่นั่งแต่ยืนเบียดกัน ฯลฯ

ไม่ต่างอะไรกับมาตรการแบงก์ชาติ ห้ามแบงก์จ่ายปันผล งดซื้อหุ้นคืน อาจไม่ผิดหรอก แต่ออกมาระหว่างที่คนไม่เชื่อมั่นแบงก์ชาติ

รัฐยิ่งใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนไม่เชื่อถือ กำลังจะต้องนำประเทศฝ่าวิบัติครั้งมหากาฬ จะเกิดอะไรก็ยังคาดเดาไม่ได้แต่ตัวใครตัวมัน