อ่วมอรทัย!

*ประเด็นเม้าท์แตกที่ทำให้บรรดาขาเผือกเกิดอาการชักเกร็ง พร้อมกับมีลักษณะตาค้างมากสุดในเที่ยวนี้ คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของหุ้นไฟแนนซ์จะเป็นเช่นไร ? หลังเกิดการพูดกันปากต่อปากไปถึงขั้นที่ว่า เมื่อแบงก์ออมสินที่มีฐานเงินทุนแน่นปึ้กกระโจนเข้าสู่การแข่งขันในตลาดลีสซิ่ง ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนให้กับผู้เล่นรายเก่าที่อยู่ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญเจ้าค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ประเด็นเม้าท์แตกที่ทำให้บรรดาขาเผือกเกิดอาการชักเกร็ง พร้อมกับมีลักษณะตาค้างมากสุดในเที่ยวนี้ คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของหุ้นไฟแนนซ์จะเป็นเช่นไร ? หลังเกิดการพูดกันปากต่อปากไปถึงขั้นที่ว่า เมื่อแบงก์ออมสินที่มีฐานเงินทุนแน่นปึ้กกระโจนเข้าสู่การแข่งขันในตลาดลีสซิ่ง ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนให้กับผู้เล่นรายเก่าที่อยู่ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญเจ้าค่ะ

*เนื่องจากการเข้ามาในตลาดเที่ยวนี้เป็นการทุบกำแพงดอกเบี้ยที่เคยคิดกันในระดับ 22-24% (ระบบให้คิดได้ 28%) ลงมาเหลืออยู่แค่ระดับ 16% แต่ที่หนักสุดเห็นจะเป็นดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เคยคิดกันในระดับ 16% ในอนาคตจะลดลงเหลือแค่ 8% เท่านั้น “โมนิก้า” ถึงมองสถานการณ์ในจังหวะนี้ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดในการเจาะหุ้นมากเป็นพิเศษไงล่ะจ๊ะ

*เหมือนกับการแกว่งตัวไปมาของดัชนีในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ก็อยู่ในรูปแบบของ W-Shape ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่เนื้อในของไซเคิลดังกล่าวเป็นลักษณะยอดบนของการเด้งขึ้นในแต่ละรอบต่ำลงเรื่อย ๆ จากที่เคยเห็นป้วนเปี้ยนแถว 1,440 จุด ต่อจากนั้นลดลงเหลือ 1,370 จุด ก่อนจะเกิดอาการอ้อแอ้แถว 1,350 จุด “โมนิก้า” มองเป็นภาพที่ไม่โสภาสถาพรเอาเสียเลยนะจะบอกให้

*ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้ “โมนิก้า” ไม่ได้มีความรู้สึก “ตื่นเต้น” หรือ “ตระหนก” เมื่อเห็นดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,315.74  จุด ลบไป 22.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.70 หมื่นล้านบาท เพราะยังเป็นการเคลื่อนตัวในกรอบเดิมที่เคยเป็นมา ผสานกับสถานการณ์หลายอย่างไม่แย่ลงไปกว่าเมื่อก่อน เดี๊ยนถึงมองหุ้นใหญ่บางตัวที่โดนสาดทิ้งเที่ยวนี้ มันเป็นผลมาจากกำไรในอนาคตส่อเค้าอาจมีปัญหาก็เท่านั้นเอง

*โดยเฉพาะในรายของ KTC กลายเป็นหุ้นที่โดนผลกระทบหนักสุดในกลุ่มไฟแนนซ์ ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องของบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และที่เพิ่งทำคลอดอย่างจำนำทะเบียน ก็อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการสแกนมากเป็นพิเศษ “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับทำใจกับการอ่อนตัวลงมาปิดที่ 30.25 บาท ลบไป 1.50 บาท หรือลงไป 4.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 398 ล้านบาท เพราะอาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของการเล่นเที่ยวนี้นะซี

*ส่วนหุ้นอีกรายที่เตรียมตัวรับมือกับการทุบดอกเบี้ยครั้งใหญ่อย่าง SAWAD ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอสำหรับมุมมองของกูรูบางราย เพราะเมื่อดูจากความได้เปรียบในแง่ความใกล้ชิดลูกค้า ย่อมเป็นจุดที่ทำให้การรักษาฐานลูกค้าทำได้คล่องตัวกว่า เดี๊ยนถึงอยากให้แฟนคลับตัวยงของ “น้องนาย” ลองใช้ข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผลก่อนทำการช้อนหุ้นเข้าพอร์ต ต่อจากนั้นจะเห็นว่า ราคาปิดที่ 47.50 บาท ลบไป 1.50 บาท หรือลงไป 3% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 651 ล้านบาท คุ้มค่าที่จะเสี่ยงสักตั้งไหม ?

*คล้ายกับสถานการณ์ของ “ป๋าชู” ผู้กุมบังเหียน MTC ก็มีวิธีจัดการกับปัญหาหนี้เสียได้อยู่หมัด ขณะเดียวกันก็ตั้งการ์ดแน่นเพื่อรับกำปั้นเหล็กที่ทุบลงมา “โมนิก้า” เลยมองการทรุดตัวของหุ้นลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 47.25 บาท ก่อนจะเด้งขึ้นมาปิดเสมอตัวที่ระดับ 49 บาท มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แถมทุกคนมองเรื่องผลกระทบไปในทางเดียวกัน จึงต้องใช้เวลาเยียวยาสถานการณ์อีกพักหนึ่งนะคะ

*ส่วนที่ออกมายอมรับแบบแมน ๆ ว่า มีโอกาสขาดทุนสูงต่อจากนี้ “โมนิก้า” คงเทน้ำหนักไปที่หุ้นเสือหมอบ AOT หลังโดนผลกระทบโควิดเล่นงานจนหงายเก๋ง เลยกลายเป็นหุ้นที่เสียทรงชนิดที่กู่ไม่กลับ วานนี้ถึงเห็นราคาหุ้นลงมายืนปิดที่ 52.25 บาท ลบไป 2.25 บาท หรือลงไป 4.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.60 พันล้านบาท พร้อมกับต้องประเมินการทรุดตัวเที่ยวนี้จะลงไปถึงโลว์เดิมบริเวณ 45 บาทอะป่าว ?

*เหมือนกับในรายของน้อง BEM แสดงอาการ่อแร่มาตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย. (ยืนแถว 10 บาท) และอาการดังกล่าวค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงต้นเดือน ก.ค. ต่อจากนั้นก็ไม่เหลือสภาพอะไรให้ชวนมอง (เขาว่ากันว่า เสี่ยใหญ่ปันใจไปให้หุ้นน้องใหม่ มีเท่าไหร่ก็ประเคนให้หมด เลยทิ้งให้หุ้นตัวนี้ตายซาก) ผนวกกับผลงานมีแต่ “ทรุดกับทรุด” วานนี้ถึงเห็นหุ้นลงมานอนกลิ้งเกลือกอยู่ที่ 8.65 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 3.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 640 ล้านบาทไงล่ะคะ