SET เดือนต.ค.ผันผวน! “ฟินันเซียฯ” แนะเก็บ 5 หุ้นเด่น-เน้น Defensive-Domestic Play

SET เดือนต.ค.ผันผวน! “ฟินันเซียฯ” แนะเก็บ 5 หุ้นเด่น-เน้น Defensive-Domestic Play

เข้าสู่การลงทุนเดือนตุลาคม 2563 “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมกลยุทธ์การลงทุนพร้อมปัจจัยที่ต้องจับตาในการลงทุนมานำเสนอโดยอาศัยบทวิเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

โดยกลยุทธ์การลงทุนเดือนตุลาคม ภาพรวมผันผวนมากขึ้น ยังเน้น Defensive และ Domestic Play มองการแกว่งตัวของ SET Index ในเดือน ต.ค. จะผันผวนมากขึ้น โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,200-1,300 จุด จากสถิติในอดีตปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลงเพื่อรอดูผลการเลือกตั้ง

ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศโดยรวมแม้จะมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การระบาดของ COVID19 แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวกด้านวัคซีน COVID-19 แต่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นยังสร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้ากว่าที่ประเมิน รวมถึงการปรับเกณฑ์ Ceiling/Floor และ Short Sell ของตลาดฯที่กดดัน

ยังประเมิน SET Target ปีหน้าที่ 1,450 จุด โดยประเมินระดับใน การทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานอีกระดับที่ 1,200+- จุด โดยยังเน้นที่กลุ่ม Domestic และ Defensive Play ซึ่งมีความผันผวนต่ำและคาดสามารถ Outperform ตลาดได้ หุ้นแนะนำเดือน ต.ค. ได้แก่ ADVANC, GULF, ORI, SAPPE, SYNEX

สถิติหุ้นเดือน ต.ค. ก่อนเลือกตั้งปธน.สหรฐัฯมักจะพักฐาน

โดยได้รวบรวมสถิติของตลาดหุ้นช่วงเดือน ต.ค. ก่อนมีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีทั้งหมด 10 ครั้งล่าสุด (ช่วงปี 1980-2016) พบว่าดัชนี S&P500 ปรับฐานลงเฉลี่ย -1.3% โดยเฉพาะ 4 ใน 5 ครั้งหลังสุดปรับลง เฉลี่ย -5.3%

ส่วน SET Index ปรับลงเฉลี่ย -4.3% โดยหากตัดปีที่เกิด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย 2008 และ 1996 ซึ่งปรับตัวลงหนักผิดปกติSET Index จะขยับขึ้นได้เล็กน้อย +0.5% แต่ความผันผวนอยู่ในระดับสูง

ปัจจุบันไบเดนมีคะแนนนิยมนำทรัมป์อยู่ราว 50% ต่อ 43% โดยการ Debate ที่เหลืออีก 2 ครั้งในเดือนนี้อาจทำให้คะแนนนิยมยังมีโอกาส เปลี่ยนแปลง ประเมินว่าหากไบเดนชนะการเลือกตั้งจะเป็นลบกับตลาด หุ้นสหรัฐฯจากนโยบายการกลับมาขึ้นภาษีนิติบุคคล รวมถึงนโยบายการค้า กับจีนที่แม้จะยังเน้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แต่ในด้านวิธีการมีแนวโน้มไม่แข็งกร้าวและประนีประนอมมากขึ้น โดยรวมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้น เอเชีย แต่หากทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่ 2 คาดว่าประเด็น Trade War อาจยังรุนแรงต่อเนื่องและมองเป็น ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นเอเชีย

COVID-19 วัคซีน vs การระบาดรอบใหม่

ประเด็น COVID-19 ยังคงเป็นประเด็นกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในช่วง 4Q20 ต่อเนื่อง 1H21 แม้ปัจจุบันจะมีพัฒนาการเชิงบวกของวัคซีน ซึ่งมีถึง 11 วัคซีนที่อยู่ระหว่างทดลองเฟสที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย และมี 5 วัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในวงจำกัด ทำให้มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จและเริ่มผลิตเชิงพาณิชได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตามด้านจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นและค่อนข้างน่า กังวลโดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป รวมถึงสหรัฐฯที่เริ่มเห็นสัญญาณเร่งตัวขึ้น นอกจากนี้สภาพอากาศที่จะเย็นขึ้นเนื่องจากกำลังเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงและ ฤดูหนาว คาดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม Global Play ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน สนามบิน พลังงานและปิโตรเคมี ให้ยังมีความผันผวนสูง

การเมืองในประเทศมีสัญญาณดีขึ้นแต่ยังไม่แน่นอน

ฝั่งปัจจัยการเมืองในประเทศโดยรวมมีSentiment ที่ดีขึ้นจากประเด็น การเปลี่ยนแปลงประธานยุทธศาสตร์และกรรมการบริหารของพรรคเพื่อไทย ทำให้มีกระแสคาดการณ์ว่าอาจลดความร้อนแรง และทำให้การชุมนุมนอก สภาฯอาจจุดไม่ติดหรือไม่รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวลในช่วงก่อนหน้า

อย่างไร ก็ตามความไม่แน่นอนคาดว่ายังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะประเด็นการแก้ รัฐธรรมนูญที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงแรงกดดันจาก ภาคประชาชน ส่วนด้านการบริหาร นายกฯยืนยันว่าจะได้ตัวรมว.คลังคน ใหม่ภายในเดือนนี้

ซึ่งคาดว่าเป็นข้าราชการระดับสูงที่เพิ่งเกษียณอายุและ รับหน้าที่ต่อ แม้รายชื่อตัวเต็งอาจไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาด แต่ โดยรวมมองเป็นบวกต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไปเพื่อประคองในช่วงภาวะวิกฤต COVID-19 โดยคาดว่าจะมีการออกมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทั้งการกระตุ้นท่องเที่ยว ในประเทศ การเริ่มทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งมาตรการลดหย่อนภาษี เช่น ช้อปช่วยชาติ

ความผันผวนจะมากขึ้นหลังปรับเกณฑ์ Short Sell และ Ceiling/Floor

อีกหนึ่งปัจจัยที่คาดว่าจะทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้นในเดือน ต.ค. คือการปรับเกณฑ์ของตลาดทั้ง Ceiling/Floor ให้กลับมาอยู่ที่ +/-30% ตามเดิม หลังปรับลงเหลือ +/-15% ชั่วคราวในช่วง COVID-19 รวมถึงเกณฑ์การ Short Sell ที่กลับมาใช้เกณฑ์ปกติ Zero Plus Tick (สามารถ ขายที่ราคา Bid ได้) จากเกณฑ์ชั่วคราว Up Tick ทำให้หุ้นขนาดใหญ่

โดยเฉพาะกลุ่ม Global Play อาจเป็นเป้าในการถูก Short ตามบรรยากาศ การลงทุนที่ผันผวนมากขึ้นทั้งจากประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสถานการณ์ COVID-19 ดังที่กล่าวไปข้างต้น และส่งผลต่อ SET Index ในภาพรวม แนะนำทยอยสะสมหุ้นเพิ่มบริเวณ 1,240//1,200 จุด

โดยรวมมองภาพรวมตลาดเดือน ต.ค. ผันผวนโดยเฉพาะปัจจัย ภายนอก รวมถึงปัจจัยในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ดัชนีจะหลุด ระดับแนวรับสำคัญบริเวณ 1,300 จุดในเดือนก่อน แต่ยังมองการปรับฐานลงของตลาดยังเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานเพื่อถือลงทุนระยะ กลาง-ยาว โดยมองจุดที่เหมาะสมในการทยอยสะสมเพิ่มบริเวณ 1,200+- จุด

โดยยังคง SET Target ปีหน้าที่ 1,450 จุด โดยยังคงชอบกลุ่ม Domestic Play มากกว่า Global Play จากความผันผวนที่ต่ำและราคาที่ ปรับตัว Outperform ตลาดจากผลการด าเนินงานที่คาดเห็นการฟื้นตัวและ ประเมินได้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม โรงไฟฟ้า อสังหาฯแนวราบ การแพทย์ สื่อสารฯ

คำค้น