FETCO ชงรัฐตั้งกองทุนซื้อหุ้นกู้ ช่วยเอสเอ็มอี หลังหมดมาตรการพักหนี้ สิ้น ต.ค.นี้

FETCO ชงรัฐตั้งกองทุนซื้อหุ้นกู้ ช่วยเอสเอ็มอี หลังหมดมาตรการพักหนี้ สิ้น ต.ค.นี้

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า FETCO เสนอรัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อทำหน้าที่เข้าไปลงทุนในหุ้นกู้ของ SME เพื่อสนับสนุนให้ SME สามารถระดุมทุนผ่านตลาดทุนไทยมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือ SME หลังหมดมาตรการพักชำระหนี้สิ้นเดือนต.ค.นี้ เช่น หาก SME รายหนึ่งออกหุ้นกู้ 5 ล้านบาท, อีก 1 รายออกหุ้นกู้ 5 ล้านบาท นำมารวมกันเพื่อให้กองทุนดังกล่าวเข้าไปซื้อ โดยมีกลไกของรัฐมาค้ำประกัน เพื่อจูงใจและลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน อีกทั้งยังเสนอแนวทางตั้งกองทุนเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ตราสารทางการเงิน สินเชื่อ หรือหนี้ประเภทสินเชื่อจาก SME ด้วย

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นรัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการ เนื่องด้วยตลาดทุนมีศักยภาพในการช่วยเหลือ SME ได้ ซึ่งภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ FETCO เตรียมเข้าหารือกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อหาข้อสรุปของแนวทางดังกล่าวต่อไป

      “เมื่อเช้าที่ผ่านมาได้มีการเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และได้เสนอแนวคิดช่วยเหลือ SME ในแง่การให้ SME มาระดมทุนในตลาดทุนได้ ซึ่งเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ ให้รัฐจัดตั้งกองทุน โดยการนำเงินของนักลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนที่สนใจมาเข้าซื้อหุ้นกู้ จากการรวบรวมการออกหุ้นกู้ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย และใช้กลไกของภาครัฐเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะสามารถเข้ามาร่วมค้ำประกันได้ เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน หรือตั้งกองทุนซื้อสินทรัพย์ตราสารทางการเงิน” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ ยังให้ความเห็นถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย.นี้ว่า FETCO มองว่าหากนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งไม่ได้แย่เหมือนกับการคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีการประนีประนอม น่าจะทำให้สงครามการค้าลดความร้อนแรงลง ช่วยให้เศรษฐกิจโลกกลับมาสู่ภาวะปกติหรือมีเสถียรภาพมากขึ้น และเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐดี ตลาดเกิดใหม่ ตลาดเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย จะปรับตัวดีไปด้วย ประกอบกับตลาดตราสารหนี้ก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกันจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น