
ก.ล.ต. เร่งเครื่องตลาดทุนไทย ดัน TISA ฟื้น-เปิด Crypto ETF ภายในไตรมาส 3 นี้
ก.ล.ต.เร่งประสานกระทรวงการคลังเดินหน้า “TISA” ลุยตั้งคณะทำงานยกระดับตลาดตราสารหนี้ แก้ปัญหาหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง พร้อมเปิดรับฟังเกณฑ์ใหม่ “Transition Bond-Thailand Amber Bond” เตรียมเฮียริ่งกองทุน Crypto ETF ภายในเดือนเม.ย.นี้ คาดเริ่มใช้ได้ภายในไตรมาส 3/69
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายในงาน “Media Briefing ก.ล.ต. พบสื่อมวลชน เดือนเม.ย. 2569” ว่า ความคืบหน้าโครงการThailand Individual Savings Account (TISA) ทางสำนักงานก.ล.ต.อยู่ระหว่างเร่งประสานงานร่วมกับกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง หลังจากโครงการฯ ชะลอไปช่วงหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ปัจจุบันทาง รศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้หารือกับปลัดกระทรวงการคลังเป็นระยะ
มั่นใจว่า โครงการฯ นี้จะกลับมาเดินหน้าได้เมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทาง ก.ล.ต. เตรียมผลักดันการจัดตั้งคณะทำงาน (Taskforce) ด้านตลาดตราสารหนี้เพิ่มเติมอีก 1 ชุด เพื่อยกระดับและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย หลังพบปัญหาในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง (High Yield Bond) รวมถึงแนวทางสร้างความสมดุลด้านดีมานด์และซัพพลายในตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในเบื้องต้นคาดว่าคณะทำงานดังกล่าว จะมีผู้แทนจาก ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เข้าร่วม
นายเอนก กล่าวอีกว่า ในด้านตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ก.ล.ต.เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์รองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้รูปแบบใหม่ ได้แก่ ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติเห็นชอบแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์นี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้กับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมหรืออุตสาหกรรมหนักที่อยู่ระหว่างการปรับตัว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถเข้าถึงการระดมทุนผ่าน Green Bond ได้เต็มที่ เนื่องจากยังไม่เข้าเกณฑ์ “สีเขียว” อย่างสมบูรณ์
“Transition Bond ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจการที่ต้องการเงินทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบธุรกิจเดิมไปสู่ความยั่งยืน ขณะที่ Thailand Amber Bond จะอ้างอิงกิจกรรมที่อยู่ในหมวด “สีเหลือง (Amber)” ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy เพื่อให้การระดมทุนเกิดขึ้นภายใต้กรอบที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการนำเสนอข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด หรือการฟอกเขียว (Greenwashing)” นายอเนก กล่าว
นายเอนก กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ ESG และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน
สำหรับเงื่อนไขสำคัญของตราสารหนี้ทั้งสองประเภท ก.ล.ต. จะกำหนดให้ผู้ออกตราสารต้องเปิดเผยวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน มีแผนการเปลี่ยนผ่านที่ตรวจสอบได้ และต้องรายงานผลด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องหลังเสนอขาย รวมถึงต้องมีผู้ทวนสอบอิสระ โดยเฉพาะกรณีเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth) จะต้องมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบและยืนยันว่าแผนการเปลี่ยนผ่านสามารถดำเนินการได้จริง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ ก.ล.ต. เริ่มออกหลักเกณฑ์รองรับตราสารหนี้ด้านความยั่งยืนครั้งแรกในปี 2562 ตลาดตราสารหนี้ ESG ของไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการออกและเสนอขาย ESG Bond รวมมูลค่ากว่า 1.15 ล้านล้านบาท ปัจจุบันตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เน้นวัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น Green Bond, Social Bond และ Sustainability Bond และกลุ่มที่เน้นเป้าหมายระดับองค์กร เช่น Sustainability-Linked Bond (SLB)
อย่างไรก็ตาม Transition Bond และ Thailand Amber Bond จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และสามารถนับรวมเป็นสินทรัพย์ที่กองทุน ESG เช่น Thai ESG Fund สามารถลงทุนได้
นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ร่างหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนรวมอีทีเอฟที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto ETF) รอบแรกภายในเดือนเม.ย.นี้ โดยจะรับฟังความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ เช่น ความเสี่ยงของผู้ลงทุน เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซีเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้จัดการกองทุน ความเหมาะสมของการเปิดเผยข้อมูล และมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุน
โดยคาดว่ากระบวนการเฮียริ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก่อนรวบรวมข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุง และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นด้านรายละเอียดหลักเกณฑ์อีกครั้ง ซึ่งหากไม่มีประเด็นสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลง อาจไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการกำกับตลาดทุนพิจารณาเพิ่มเติม และสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการออกประกาศได้ทันที
“เบื้องต้นมั่นใจว่าเกณฑ์ Crypto ETF จะสามารถมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มได้ภายในไตรมาส 3” นายอเนก กล่าว
นายอเนก กล่าวว่า ขณะเดียวกันก.ล.ต.ได้เห็นชอบในหลักการให้สินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิตสามารถใช้เป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขั้นตอนถัดไปตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) จะต้องพัฒนารายละเอียดของสินค้า เช่น สเปกสินค้า ระบบซื้อขาย มูลค่าการซื้อขาย และการวางหลักประกัน (Margin) ก่อนเสนอให้ ก.ล.ต. พิจารณาอีกครั้ง เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อขายได้อย่างเป็นทางการในอนาคต
ยังคงย้ำว่า การขับเคลื่อนเกณฑ์ใหม่ทั้งด้านคริปโทฯ และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับตลาดทุนไทย เพิ่มเครื่องมือการลงทุนให้กับผู้ลงทุน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมและรัดกุมมากขึ้น
