พาราสาวะถี

แสดงความดุดันในการแถลงข่าวหลังการประชุมครม.นัดพิเศษเพื่อรับรองการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยการเข้าบุกสลายการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 ในเย็นวันเดียวกันด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมี ทำให้ม็อบแตกฮือ ก่อนที่จะประกาศว่าทุกอย่างทำไปตามหลักสากล พร้อมกับเชื่อว่าจะสามารถกำราบกลุ่มผู้ชุมนุมได้ แต่กลับเป็นไปในทางตรงข้าม

อรชุน

แสดงความดุดันในการแถลงข่าวหลังการประชุมครม.นัดพิเศษเพื่อรับรองการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยการเข้าบุกสลายการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 ในเย็นวันเดียวกันด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมี ทำให้ม็อบแตกฮือ ก่อนที่จะประกาศว่าทุกอย่างทำไปตามหลักสากล พร้อมกับเชื่อว่าจะสามารถกำราบกลุ่มผู้ชุมนุมได้ แต่กลับเป็นไปในทางตรงข้าม

เมื่อวันรุ่งขึ้นในเพจของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีการประกาศว่านัดหมายชุมนุมกันที่สถานีรถไฟฟ้าทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ ส่งให้มีการประกาศปิดบริการการเดินรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินบนดิน ตามมาด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส และแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ สุดท้ายผู้ชุมนุมก็ไหลไปรวมกันห้าแยกลาดพร้าว แยกบางนา วงเวียนใหญ่ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก และภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นม็อบดาวกระจายที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก

ไม่เพียงเท่านั้นในต่างจังหวัดยังมีการจัดชุมนุมอีกหลายสิบจุดทั่วประเทศ เพื่อแสดงออกให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และนี่เป็นสัญญาณเตือนว่าไม่ว่าฝ่ายกุมอำนาจจะจัดการอย่างไร แต่ม็อบที่จุดติดแล้วหาได้หวั่นเกรงไม่ มิหนำซ้ำ ยังเกิดความท้าทาย ที่สำคัญคือ เมื่อม็อบไร้แกนนำก็ยากที่จะไปดำเนินการเอาผิด และก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกันอย่างไร ขณะเดียวกัน หากมีการนัดหมายในลักษณะเช่นนี้ทุกวัน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการสัญจรของคนทำงานรวมไปถึงเศรษฐกิจในแต่ละจุด

หากได้ติดตามการชุมนุมในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่า คนทำงานนั้นไม่ได้เดือดร้อนว่าตัวเองจะเดินทางกันลำบาก มิหนำซ้ำ ยังรับไม่ได้กับภาพที่เห็นเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมของกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้สร้างความวุ่นวายหรือมีเหตุรุนแรง จนถึงขั้นที่จะต้องใช้กำลังกันแต่อย่างใด แน่นอนว่าเมื่อเลือกที่จะเดินกันแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือ เสียงประณามทั้งจากภายในและต่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้เห็นแอ็คชั่นจากคนทุกแวดวงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของฝ่ายรัฐ

จะด้วยเกรงว่ากลัวเสียหน้าเพราะอุตส่าห์ประกาศใช้กฎหมายที่รุนแรงแล้วยังเกิดการท้าทาย แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางออกที่จะนำไปสู่ความสงบได้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีเสียงเตือนมาแล้วว่า การไล่จับแกนนำรายตัวเพื่อหวังว่าม็อบจะยุตินั้นถือเป็นการคิดที่ผิดถนัด เนื่องจากการชุมนุมหนนี้แตกต่างไปจากอดีตในห้วงความขัดแย้งที่ผ่านมา เพราะนี่คือม็อบธรรมชาติ ม็อบของปัญญาชนสมทบกับคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีแกนนำ

พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อมีการนัดหมายและกำหนดจุดรวมพล จะเห็นการหลั่งไหลของผู้คนทั้งวัยหนุ่มสาวและคนทำงานแห่แหนกันไปเข้าร่วมอย่างล้นหลามแทบทุกจุด ดังนั้น สิ่งที่ วิษณุ เครืองาม ประกาศหลังผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแถลงว่า ถ้าคนมาร่วมเป็นหมื่นเป็นแสนก็ถือว่าผิดหมดและจะต้องตามจับมาดำเนินคดีทุกคน คำถามก็คือ ทำเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้จริงเนติบริกรรอดช่องคงไม่โยนไปว่าเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องไปดำเนินการ

เวลานี้นอกจากผู้นำเผด็จการที่ต้องรับแรงกดดันไปเต็ม ๆ แล้ว ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์คงอยู่ไม่สุขเช่นเดียวกัน จะเห็นได้จากท่าทีของ ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคที่ก่อนหน้านั้น ประกาศด้วยท่วงทำนองที่ว่าไม่สนับสนุนและอยู่คนละฟากฝั่งกับม็อบด้วยเหตุเรื่องของการมีข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน พร้อมอ้างเรื่องของการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อถกแก้วิกฤติของประเทศตามที่พรรคฝ่ายค้านเสนอไม่มีความจำเป็น

โดยล่าสุดท่าทีของกระบอกเสียงพรรคเก่าแก่ออกมาระบุว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพูดคุยกัน โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรประกอบไปด้วยตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนพรรคการเมืองที่มีส.ส.ในสภาฯ ตัวแทนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือต้องมีตัวแทนจากกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เพื่อนำไปสู่การพูดคุยเจรจา ทำความเข้าใจในทุกเรื่อง จะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายนำไปสู่ความรุนแรงซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย

ส่วนประเด็นข้อเรียกร้องของฝ่ายชุมนุมที่มีต่อรัฐบาลนั้น ราเมศแยกมองอย่างมีเหตุมีผลมากกว่าที่เคยได้แสดงความเห็นไปก่อนหน้า โดยเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือข้อเรียกร้องที่สามารถพูดคุยกันได้อยู่แล้ว ส่วนข้อเรียกร้องในเรื่องการปฏิรูปสถาบันต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักการความถูกต้อง และกระทบความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ผู้ชุมนุมก็ควรตัดเรื่องนี้ออกไป นี่ถือเป็นการแนะนำที่มีความเมตตา ไม่ใช่ประกาศเข่นฆ่าอาฆาตกันเหมือนใครหลาย ๆ คน

อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาดีของคนในพรรคร่วมรัฐบาลนั้น คงต้องไปสะกิดเตือนผู้นำรัฐบาลด้วยว่า ควรที่จะแสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อฝ่ายที่เห็นต่างด้วยเช่นกัน การแถลงข่าวล่าสุดกับคำถามเรื่องข้อแนะนำไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมเต็มไปด้วยข้อกังขาว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร การพูดเป็นปริศนาให้คนไปตีความทั้งเรื่องความเป็นความตายและพญามัจจุราชนั้น มันชัดเจนว่าเป็นการข่มขู่ ซึ่งในฐานะคนที่สืบทอดอำนาจเผด็จการคนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าถ้ามีใจอำมหิตก็สามารถที่จะเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งได้

การแสดงออกเช่นนี้ เป็นทั้งการข่มขู่ การไม่ยอมรับหรือพิจารณาตัวเองยืนยันว่าตัวเองไม่ผิด และเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจากับผู้ชุมนุม พฤติกรรมเช่นนี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวเองพยายามอ้างมาตลอดว่ารับฟังทุกฝ่าย เป็นรัฐบาลของทุกคน แต่การพูดที่ไม่ให้เกียรติ การสบประมาท และการท้าทายผู้ชุมนุม มันสะท้อนของเจตนารมณ์ของคนเป็นผู้นำได้เป็นอย่างดี และนี่เป็นมูลเหตุเป็นการเติมอุณหภูมิให้รุนแรงขึ้น เช่นนั้น ก็ต้องมาดูกันว่าระหว่างขบวนการคนหนุ่มสาวผนวกกับความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อรัฐบาลที่ไม่มีผลงาน กับรัฐบาลติดหนวดใครจะถึงกาลอวสานก่อนกัน