SCC ปิโตรชี้นำกำไร.!

ก่อนหน้านี้ทุกคนคาดหวังว่าธุรกิจแพ็กเกจจิ้งจะเป็นอาหารเสริมกำไรให้กับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แต่ที่ไหนได้...พอเปิดงบไตรมาส 3 ออกมา ซึ่งโชว์กำไรสุทธิ 7,202 ล้านบาท โต 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน...

สำนักข่าวรัชดา

ก่อนหน้านี้ทุกคนคาดหวังว่าธุรกิจแพ็กเกจจิ้งจะเป็นอาหารเสริมกำไรให้กับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แต่ที่ไหนได้…พอเปิดงบไตรมาส 3 ออกมา ซึ่งโชว์กำไรสุทธิ 7,202 ล้านบาท โต 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน…

ธุรกิจปิโตรเคมีที่คนคิดว่าจะไม่ดี กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 80% อยู่ที่ 5,488 ล้านบาท ส่วนธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่เห็นดีมาก ๆ มียอดขายอยู่ที่ 1,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 176% เป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำ เนื่องจากปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคอีสาน จึงฉุดให้ยอดขายลดลง

ขณะที่ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งถูกมองว่าจะดี ยอดขายกลับลดลง 9% ซะงั้น อยู่ที่ 1,335 ล้านบาทเท่านั้นช่างน่าผิดหวังจริง ๆ…

นี่ขนาดสเปรดปิโตรฯ อยู่ระดับทรง ๆ ยังช่วยหนุนกำไรได้ขนาดนี้ ถ้าหากปิโตรฯ ฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายเมื่อไหร่..? ก็น่าจะกลับมาชี้นำกำไร SCC ได้ดังเดิม…

แต่ไม่จบแค่นี้…เห็นการต่อยอดธุรกิจปิโตรฯ ของ SCC ที่น่าสนใจ หลังทุ่มเงินเกือบ 700 ล้านบาท ส่งบริษัทลูกอย่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP ของบริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJ จำนวน 40 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 9.22% ในราคา 17.15 บาทต่อหุ้น

พร้อมตั้งบริษัทร่วมทุนกับ AJ เพื่อผลิตและจำหน่ายฟิล์ม Biaxially Oriented หรือ BO Film ในประเทศเวียดนาม ทุนจดทะเบียน 700 ล้านบาท โดยเอสซีจี เคมิคอลส์ ถือหุ้น 45% ส่วน AJ ถือ 55%

เคสนี้น่าสนใจตรงที่ AJ เป็นผู้ผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ซึ่งสามารถต่อยอดธุรกิจกันได้…ไม่แน่ที่ผ่านมา AJ อาจซื้อปิโตรฯ ที่เป็นเม็ดพลาสติกมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์จาก SCC อยู่แล้ว

เท่ากับว่างานนี้จะนำไปสู่ SCC เทกโอเวอร์ AJ หรือไม่..?

เพราะหากย้อนปูมในอดีต SCC มีแค่ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเพียงอย่างเดียว…SCC จึงพยายามไดเวอร์ซิฟายธุรกิจให้มีความหลากหลายขึ้น เริ่มจากเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท ฟินิคซ์ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PPPC…ซื้อไป ซื้อมา ก็มีการตั้งโต๊ะเทนเดอร์ฯ หุ้นบริษัทดังกล่าว ระหว่างนั้นก็มีการยื้อกันระหว่างเจ้าของเดิมกับ SCC อยู่พักใหญ่

สุดท้ายปรากฏว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยขายหุ้นออกมา กลุ่มเจ้าของเดิมก็ต้องออกไป…SCC จึงขึ้นเป็นหุ้นใหญ่ ทำให้มีโรงงานกระดาษนับตั้งแต่นั้นมา และมีการต่อยอดมาเป็นแพ็กเกจจิ้งในรูปแบบต่าง ๆ

ไม่แน่รอบนี้ SCC อาจวางหมากเหมือนในอดีตก็ได้…เนื่องจากธุรกิจปิโตรฯ ของ SCC เป็นกลางน้ำ ก็จะเชื่อมโยงไปสู่ AJ ซึ่งเป็นปลายโปรดักส์ มีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง

ดังนั้น การมาซื้อ AJ ก็จะทำให้ SCC ขยับสู่ปลายน้ำมากขึ้น..!!

ขณะที่ AJ ถือเป็นบริษัทที่มีการ Growth ค่อนข้างเยอะ มีกำไรต่อเนื่องทุกปี แค่ครึ่งปีนี้ก็ตุนกำไรไว้แล้ว 214 ล้านบาท เกือบเท่ากับกำไรทั้งปี 2562 ที่ 236 ล้านบาท เลยทีเดียว

ดังนั้น ช่วงที่ราคาปิโตรฯ ทรง ๆ การได้ AJ มาก็จะได้ประโยชน์ ทำให้มีกำไรจาก AJ มากขึ้น แต่ถ้าช่วงไหนราคาปิโตรฯ อยู่ในระดับสูง ก็คงไม่เลวร้ายมากนัก เพราะมี SCC เป็นแบ็กอยู่แล้ว…

ซึ่งถ้าดูจากเทรนด์ธุรกิจ แผ่นฟิล์มอาหารน่าจะเติบโตดี จากอาหารสำเร็จรูปที่เติบโตสูงในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ หนุนให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ฟิล์มอาหารเพิ่มมากขึ้น

ไม่แน่ SCC อาจเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ก็ได้…ใครจะไปรู้

ก็น่าจับตาว่า ท้ายที่สุดแล้ว SCC จะเดินเกมรวบหัวรวบหาง AJ หรือไม่..?

แหม๊…เกมนี้น่ารักน่าลุ้นและน่าติดตามจริง ๆ

…อิ อิ อิ…