พาราสาวะถี

คึกคักเป็นอย่างมากสำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ร่างในวันนี้ คึกคักแรกคือบรรดาส.ส.และส.ว.ที่ต่างพากันแสดงจุดยืน หาเหตุผลมาอธิบายการรับหรือไม่รับร่างแก้ไขในแต่ละฉบับ โดยเฉพาะร่างแก้ไขฉบับประชาชนของไอลอว์ที่ชัดเจนว่าท่าทีของส.ว.ลากตั้ง ส.ส.พรรคสืบทอดอำนาจและพรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธที่จะรับไว้พิจารณา บนคำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหลังจากนี้หรือไม่

อรชุน

คึกคักเป็นอย่างมากสำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ร่างในวันนี้ คึกคักแรกคือบรรดาส.ส.และส.ว.ที่ต่างพากันแสดงจุดยืน หาเหตุผลมาอธิบายการรับหรือไม่รับร่างแก้ไขในแต่ละฉบับ โดยเฉพาะร่างแก้ไขฉบับประชาชนของไอลอว์ที่ชัดเจนว่าท่าทีของส.ว.ลากตั้ง ส.ส.พรรคสืบทอดอำนาจและพรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธที่จะรับไว้พิจารณา บนคำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำให้เกิดความวุ่นวายหลังจากนี้หรือไม่

แต่ที่ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือหรือกลายเป็นพวกที่หลับหูหลับตาเชื่อกับความคิดแบบงมโข่งของตัวเองเห็นจะเป็น สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.ของพรรคสืบทอดอำนาจ ที่พูดแบบไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ นี่เป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า กระบวนการขับเคลื่อนภายในพรรคสืบทอดอำนาจนั้น เป็นการแบ่งบทกันเล่น และแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เข้าใจได้ว่าบรรดาส.ส.ฟันน้ำนมทั้งหลาย คงไม่อยากให้เกิดการแก้ไขเพราะที่ได้เข้ามาชูคอสลอนกันในสภาก็เพราะอานิสงส์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้น จึงต้องหาทางในการปกป้องกันอย่างเต็มที่ อยู่ที่ว่าใครจะใช้เหตุใช้ผลในการหักล้างข้อเสนอของแต่ละฝ่าย แต่ประเภทมักง่ายคือใช้หัวแม่ตีนคิดแทนสมองก็ต้องฝากบอกไปยังผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ การมีลิ่วล้อที่ขยันแต่โง่นั้นมันไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆ รังแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของท่านผู้นำสาละวันเตี้ยลง

ขณะที่ความคึกคักอีกประการต่อการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ก็คือม็อบที่จะมาชุมนุม ประกาศกร้าวก่อนใครเพื่อนคือคณะราษฎรที่ลั่นจะปิดล้อมอาคารรัฐสภาทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งในการประชุมที่เกิดการเบี้ยวไม่รับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า สามารถทำได้จริงอย่างที่ประกาศไว้ แต่ทันทีทันใดก็กลุ่มไทยภักดีของ วรงค์ เดชกิจวิกรม ก็ประกาศชุมนุมหน้าสภาเหมือนกันเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย ถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงในการที่จะต้องจัดกำลังเข้าไปดูแลเพื่อป้องกันเหตุปะทะ แต่ฟังจากวรงค์แล้วก็ยืนยันว่าจะกลายการชุมนุมภายในเที่ยงวันเพราะนัดหมายกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า เพื่อเลี่ยงการปะทะเนื่องจากคณะราษฎรนัดหมายรวมตัวกันในเวลาบ่ายสามโมง แต่เชื่อได้เลยว่า พวกประเภทใช้สีเสื้อมาพลางตัวเพื่อหาเรื่องของม็อบคนรุ่นใหม่ น่าจะยังวนเวียนเพื่อหาเหตุหาเรื่องภายในบริเวณดังกล่าวนี้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จอมหลักการ ชวน หลีกภัย ลั่นไม่หวั่นไหวต่อการนัดชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ และยังยืนกรานเรื่องการไม่รับกำลังสนับสนุนของฝ่ายความมั่นคงเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในสภา โดยเจ้าตัวเชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงใด แต่น่าสนใจคงเป็นความเห็นต่อการลงมติของสมาชิกรัฐสภามากกว่า ที่นายหัวชวนร้องขอไปยังผู้ชุมนุมหรือใครก็ดีว่า อย่าคาดคั้นให้ลงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขอให้ปล่อยเป็นการลงมติอิสระจะดีกว่า

ที่ต้องขีดเส้นใต้ตามสไตล์ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งก็คือวลีที่ว่า “คนระดับนั้นก็คงไม่กลับกลอก” ซึ่งคงมีคนจำนวนมากที่ต้องขอใช้สิทธิในการเห็นแย้งต่อจอมหลักการ ก็เพราะการกลับกลอกหนก่อนที่ตัวประธานรัฐสภาก็ยอมรับว่า ผมเองก็ถูกหลอกเหมือนกัน” นั่นมันสะท้อนให้เห็นว่าการลงมติของคนซีกเผด็จการสืบทอดอำนาจนั้น ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองหรือใช้เหตุผลที่ดีที่สุด ขณะที่ส.ว.ลากตั้งก็คงรู้ธาตุแท้ของตัวเองถึงได้ร้องขอต่อท่านประธานว่าไม่อยากให้ลงมติตอนกลางคืน

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะลงมติเวลาไหนหากบริสุทธิ์ใจและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหวั่นไหวใด ๆ การแสดงออกเช่นนี้มันย่อมสะท้อนให้เห็นแล้วว่าจังหวะเคลื่อนที่ดำเนินไปกันนั้นมันไม่ได้เป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือในมุมมองที่เป็นเหตุเป็นผล ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นพฤติกรรมย้อนแย้ง เพราะบรรดาพวกหัวหมอปากดีทั้งหลายต่างพากันโพนทะนาว่าม็อบแค่หยิบมือ แล้วทำไมต้องกลัวกันขนาดนั้น

อย่างที่บอกว่า อะไรก็ตามที่เข้ามาด้วยวิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยกลไกของเสียงประชาชนส่วนใหญ่ มันมักจะเดินไปบนเส้นทางที่ไร้ความสง่างามและหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะมองอีกด้านว่าการออกอาการหวาดกลัวเพื่อหวังดิสเครดิตม็อบ ก็น่าจะเป็นการคิดที่เขลาและเบาปัญญาเป็นที่สุด เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าคณะราษฎรที่ชุมนุมกันมากว่า 4 เดือนนั้น ไม่เคยมีครั้งไหนที่ใช้ความรุนแรงเหมือนกับคนบางพวก มีแต่ความพยายามที่จะทำให้การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งเต็มไปด้วยสีสันและความเรียบร้อยมากที่สุด

พอจะเข้าใจได้ ความขลาดที่แสดงออกนั้นเป็นเพราะม็อบที่กวักมือเรียกให้เผด็จการคสช.ออกมานั้น ล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง แม้กระทั่งการจำแลงแปลงกายอ้างว่าปกป้องสถาบัน ก็ยังไม่ทิ้งพฤติกรรมถ่อยสถุน มีตัวอย่างให้เห็นแล้วกรณีทำร้ายนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง จะว่าไป การลงมติรับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ เพราะรัฐสภายังจะต้องมีการพิจารณาเรื่องที่ส.ส.พรรคสืบทอดอำนาจและส.ว.ลากตั้งเข้าชื่อร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกกระทอก

ความจริงแล้วพวกอ้างประชาธิปไตยจอมปลอมทั้งหลาย หากเปิดใจให้กว้างแล้วมีโอกาสลองไปสัมผัสกับการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่สักครั้ง จะได้พบว่า คนเหล่านั้นไม่ได้เรียกร้องในสิ่งที่มากเกินไปหรือเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย เพราะสิ่งที่มีการแสดงออกและแลกเปลี่ยนกันนั้นเต็มไปด้วยความเฉียบแหลม มีเนื้อหาสาระ เป็นทัศนะมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความหวังและพลังประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์เพื่อนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า อยู่ที่ว่ากล้าพอจะรับฟังความเห็นต่างหรือยังจะมุดอยู่แต่ในกะลาต่อไปเท่านั้นเอง