W ยกระดับ “โดมิโน พิซซ่า” เทียบมาตรฐานอเมริกา-ลุยเปิดสาขาเพิ่ม ดันรายได้ปี 64 โตกระโดด!

W ยกระดับ "โดมิโน พิซซ่า" เทียบมาตรฐานอเมริกา-ลุยเปิดสาขาเพิ่ม ดันรายได้ปี 64 โตกระโดด!

นายศิรัตน์ รัตนไพฑูรย์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท วาว แฟคเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ W เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในปี 2564 โดยตั้งเป้ารายได้รวมโดยมีอัตราการเติบโตจากปี 2563 อย่างน้อย 100% – 200% ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเปิดสาขาใหม่ๆ โดยทีมบริหารมั่นใจกลุ่มธุรกิจอาหารในปัจจุบันมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านบริการ สินค้า หรือการปรับตัวเข้าสู่ตลาด Delivery ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา เป้าหมายหลักของบริษัทในปีนี้ คือการเร่งขยายจำนวนสาขาในทุกแบรนด์ของบริษัท รวมถึงการนำเสนอสาขารูปแบบใหม่ๆ ที่มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในด้านราคาและที่ตั้ง โดยเฉพาะในส่วนของ Brand Domino’s Pizza

ทั้งนี้ “Domino’s Pizza ยังคงเป็นสินค้าเรือธงของกลุ่มบริษัท เพราะตลาดพิซซ่าในเมืองไทยมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ใช้เวลาในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ยกระดับพื้นฐานของ Domino’s ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับในเมืองนอก เห็น Domino’s ประสบความสำเร็จเป็น Brand Pizza อันดับต้นๆ ในมากกว่า 90 ประเทศในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่ทุกประเทศมีเหมือนกันคือการนำสูตรสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

โดยให้ความสำคัญกับ Product, Image และ Service มาประยุกต์ใช้กับความต้องการพื้นฐานของลูกค้า เราเชื่อว่าปัจจุบัน Domino’s ภายใต้ชายคาของ W ในประเทศไทย มีความพร้อมที่จะเป็น Brand Pizza ระดับต้นๆ แล้ว อย่างไรก็ดีสิ่งที่เรายังขาดอยู่คือจำนวนสาขาที่ไม่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่อยู่นอกเขตส่ง ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนมากที่ชอบสินค้าและบริการของ Domino’s แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และเรียกร้องมายังบริษัท เราอยากบอกลูกค้าทุกท่านว่าเราได้ยิน Complain เหล่านั้นและพยายามอย่างยิ่งที่จะตอบโจทย์ลูกค้าทุกท่านให้ได้

ดังนั้น เป้าหมายหลักของ Domino’s ในปี 2564 คือการขยายสาขาเพื่อปิด Gap เขตส่งที่ยังว่างอยู่ โดยเฉพาะในเขตหลักๆ ของกรุงเทพ โดยจะเริ่มเปิดในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป เรามองว่า Domino’s ยังมีโอกาสเติบโตในตลาด Pizza และตลาดอาหารของประเทศไทยได้อีกมาก ปัจจุบันเรามีอยู่ 26 สาขา โดยอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล 25 สาขา และพัทยา 1 สาขา และในปีนี้เพื่อให้ครอบคลุมพื้นโดยส่วนใหญ่ของกรุงเทพ เราคาดว่าเราจะสามารถเปิดสาขาเพิ่มได้อีกประมาณ 20-30 สาขา ในไม่ช้านี้”

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายสาขาร้านอาหารและร้านขนม 6 แบรนด์ดังในเครือ เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภค ซึ่งประกอบด้วย 1. Bake Cheese Tart ชีสทาร์ตสุดฮิตจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น 2. Zaku Zaku ชูครีม Croquant ต้นกำเนิดจากฮอกไกโด 3. RAPL พายแอปเปิลครีมคัสตาร์ดนำเข้าจากฮอกไกโด 4. Crépes & Co. ร้านเครปสไตล์ฝรั่งเศสแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร 5. Kagonoya ร้านบุฟเฟต์ชาบูระดับพรีเมียมชื่อดังจากเมืองโอซากาที่เปิดให้บริการในไทยมากว่า 8 ปี และ 6. Le Boeuf ร้านอาหารแนว Fine Dining ภายใต้คอนเซ็ปต์ Steak & Fries Bistro Le Boeuf

โดยในส่วนของร้านเสต็ก Le Boeuf เตรียมเปิดสาขาอารีย์ พระรามเก้า และเพลินจิต โดยสาขาแรกที่อารีย์จะเปิดในช่วงเดือน ก.พ. 64 นี้ ส่วนสาขาอื่นๆ จะทยอยเปิดตามในช่วงไตรมาส 3 และ 4 “Le Boeuf สาขาใหม่ที่เราจะเปิด จะเป็นการเปิดสาขาที่ประยุกต์ทั้ง Le Boeuf และ Crépes & Co. เข้าด้วยกัน โดยมีสาขานำร่องที่โครงการ Noble Reform อารีย์ concept ใหม่นี้จะเป็นการนำเสนอจุดแข็งของทั้งสอง Brand โดยร้านใหม่จะเน้นบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น และอยู่ใน Location ที่เข้าถึงง่ายขึ้น ประกอบกับอาหารที่นำเสนอก็จะเป็นอาหารจากทั้งสอง Brand โดยจะเน้นอาหารแบบ French Bistro ในช่วงกลางวัน และ French Steak House and Wine ในช่วงกลางคืนเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม”

ด้านร้านบุฟเฟต์ชาบู Kagonoya ยังได้มีการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องความต้องการผู้บริโภค โดยจะมีการเปิดสาขาเพิ่มเติมในปี 2564 ประมาณ 2-3 สาขา จะเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในที่ที่มี Traffic กลุ่มลูกค้ามากกว่าเดิมเช่น ห้างใหญ่ๆ หรือตึก Office รวมทั้งจะส่งเสริมการขายสินค้าผ่านช่องทาง Delivery โดยจะเริ่มทำ Delivery ตลอด 24 ชั่วโมงในบางสาขา “เราได้เปิด Kagonoya สาขาใหม่ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าในช่วงเดือนธ.ค. ที่ผ่าน ซึ่งเราบอกได้เลยว่าสาขาปิ่นเกล้าเป็นสาขาที่มียอดขายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของสาขาทั้งหมด เรามีแผนที่จะเปิดอีก 2-3 สาขาในปี 2564 ในทำเลที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน รวมถึงการกระตุ้นการขายผ่านช่องทาง Delivery ซึ่งในช่วงไตรมาส 2 จะมีบางสาขาที่เริ่มการขาย 24 ชั่วโมง นโยบายหลักของ Kagonoya ปีนี้เรายังคงมุ่งเน้นที่สินค้า บริการและความแปลกใหม่เป็นหลัก โดยเฉพาะเนื้อที่เราใช้เป็นเนื้อที่ Quality สูงมากๆ ซึ่ง Kagonoya เป็นหนึ่ง Brand ในกลุ่มที่มียอดขายและอัตราการทำกำไรที่สูงอยู่แล้ว เราจะยังคงมุ่งเน้นการรักษามาตรฐานต่อไป โดยยอดขายในปี 2564 เมื่อรวมกับสาขาใหม่ๆ เราเชื่อว่าจะเห็นอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน”

“สำหรับ Brand อื่นๆ ในกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่ม Bake ก็มีพัฒนาการที่สำคัญ โดยเราได้รับอนุมัติจากทาง Franchisor ในการดำเนินร้านในลักษณะการรวมทุก Brand ในร้านเดียว ภายใต้ Concept Bake Works การปรับโครงสร้างครั้งนี้ทำให้กลุ่ม Bake มีต้นทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งค่าเช่าและค่าแรง โดยกลุ่ม Bake ก็อยู่ระหว่างการเปิดสาขาใหม่ๆ ภายใต้ Concept Bake Works รวมถึงการหาขนมใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”  นายศิรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้นายศิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าแนวโน้มผลการดำเนินในปี 2564 คาดว่าจะเทิร์นอะราวด์ตามแผน และ EBITDA จะพลิกกลับมาเป็นบวกภายในปี ในทุก Brand ของเรา เราเชื่อว่าเราผ่านจุดที่เป็นการพัฒนา Brand ให้มีความพร้อมและความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อสู้ในตลาดอาหารของไทยได้ และอยู่ในช่วงที่จะเน้นเรื่องการขยายสาขาเพื่อให้บริษัทมี Scale ที่ใหญ่พอที่จะผ่านจุดคุ้มทุนในภาพรวม ถ้าแผนการเปิดสาขาต่างๆ เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ เราเชื่อว่าเราจะมีรายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 100% – 200% และเมื่อ Scale เราถึงจุดที่เหมาะสม บริษัทก็จะกลับมามี EBITDA เป็นบวก