PROS ตั้ง KGI นั่ง “ลีดอันเดอร์ไรท์เตอร์” ดีเดย์เทรด 27 เม.ย.นี้

PROS ตั้ง KGI ลีดอันเดอร์ไรท์เตอร์ เคาะราคา IPO ที่ 2 บ. เปิดจอง 19-21 เม.ย.64 ดีเดย์เทรด “mai” 27 เม.ย.64 ระดมทุน 280 ลบ. ลงทุนเครื่องจัก เพิ่มศักยภาพการเติบโต

นางสาวพัชพร สรรคบุรานุรักษ์  กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของบริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท กำหนดราคา IPO หุ้นละ 2 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่น่าสนใจ เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ กำหนดวันเปิดให้จองซื้อหุ้น IPO ระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน 2564

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 2 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โดยคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ในวันที่ 27 เมษายน 2564 เป็นวันแรก โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “PROS”

ทั้งนี้มั่นใจว่าการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ PROS ในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนด้วยราคาไอพีโอที่กำหนดไว้เป็นระดับราคาที่น่าสนใจ เทียบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ โดยราคาดังกล่าวคิดเป็น P/E 22 เท่า เทียบกับบริษัฯที่มีธุรกิจคล้ายคลึงกันซึ่งมี P/E ประมาณ 40 เท่า โดย P/E ดังกล่าว คำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคตจากงานในมือมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท และ ยังไม่ได้รวมโอกาสในการเข้าประมูลงานเพิ่มเติมระหว่างปี ตามการเติบโตของ (1) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เพื่อผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกทางอากาศและทางทะเลอย่างครบวงจร ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีกและก่อสร้าง

รวมทั้ง (2)การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการกลุ่มร้านค้าประเภทศูนย์การค้าและร้านค้าปลีกรายใหญ่  และ (3) การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ (4)  อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่อาจดีขึ้น จากความประหยัดต่อขนาดรายได้ตามการเพิ่มขึ้นของฐานรายได้จากงานโครงการ  ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญสนับสนุนการเติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักรัพย์ในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในการเข้าไปทำโครงการได้ขนาดใหญ่ขึ้นและต่อยอดธุรกิจได้มากขึ้น

โดยบริษัทฯ มีจุดแข็งคือเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี มุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพในการให้บริการรับเหมางานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารครบวงจร โดยมีกลุ่มลูกค้ากระจายไปในหลายอุตสาหกรรม   ในอนาคตธุรกิจของ PROS ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยที่ผ่านมาในปี 2563 บริษัทฯมีกำไร 51 ล้านบาทเติบโตกว่าร้อยละ 86.66 จากปี 2562 แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯมีศักยภาพในการปรับตัวทางธุรกิจให้มีกำไรต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี แม้ในสถานการณ์ Covid บริษัทฯยังสามารถทำกำไรได้เติบโตโดดเด่น โดยที่ผ่านมาบริษัทฯมีกำไรมาโดยตลอด

สำหรับสัดส่วนการเสนอขายแบ่งเป็นการเสนอขายแก่และกรรมการและผู้บริหารและผู้มีอุปการะคุณของบริษัทฯประมาณ 20% ที่ราคา IPO ส่วนที่เหลือจัดสรรให้กับผู้มีอุปการะคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ โดยผู้ถือรายใหญ่ทั้งหมดให้ความมั่นใจนำหุ้นส่วนที่เหลือจากที่ติด Silent มาติด Lock Up ทั้งหมด

ด้าน นายพงศ์เทพ รัตนแสงสรวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร เปิดเผยว่า จำนวนเงินที่ระดมทุนได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนหักค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ประมาณ 280 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างเพิ่มเติม ภายในปี 2564 – ปี 2565 โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการเข้ารับงานโครงการจากหน่วยงานราชการ และเอกชนมากขึ้น นอกจากนี้ เงินส่วนที่เหลือประมาณ 250 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนที่จะใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายความสามารถในการเข้าประมูลงาน ภายในปี 2564 – 2565 โดยบริษัทคาดว่าภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนแล้วเสร็จจะช่วยขยายความสามารถในการรับงานของบริษัทให้เพิ่มขึ้นได้

ทั้งนี้ ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564 บริษัทฯ เตรียมเข้าร่วมประมูลงาน และมีโครงการที่อยู่ระหว่างประมูลงาน กระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า และ Data Center รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,694 ล้านบาท โดยในโครงการที่บริษัทเข้าร่วมประมูลดังกล่าวข้างต้น บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลหรือได้รับหนังสือแสดงเจตจำนงการว่าจ้างแล้วจำนวน 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,229.48 ล้านบาทและมีงานในมืออีกจำนวน 768.31ล้านบาท รวมงานในมือประมาณ 2,000 ล้านบาท

“PROS กำหนดราคาเสนอขายที่ 2 บาทต่อหุ้น เป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งนักลงทุนจะได้มีส่วนลงทุนในบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตและเพิ่มความสามารถของพนักงานในการให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต  โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้เชื่อว่า PROS จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างดี และถือว่าเป็นหนึ่งในหุ้น Growth Stock ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เชื่อมั่นในการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมทั้งเน้นการถือลงทุนระยะยาว” นายพงศ์เทพ กล่าว

ด้านนายสัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวถึงการกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมและมีความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจาก PROS มีจุดเด่นในการเป็นผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาอย่างยาวนาน มุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพ การดูแลและเอาใจใส่ลูกค้าแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด การตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ตลอดจนการส่งมอบงานที่มีมาตรฐานและคุณภาพภายในระยะเวลาที่ลูกค้ากำหนด ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของโครงการให้ดำเนินงานติดตั้งระบบวิศวกรรมประกอบอาคารมาอย่างต่อเนื่อง

โดยฐานลูกค้าหลักกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ห้างสรรพสินค้า อาคารชุดพักอาศัย ศูนย์กระจายสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น  โดยบริษัทมีการให้บริการที่หลากหลายเป็นงานระบบภายในอาคารครบวงจร และมีกลุ่มลูกค้าชั้นนำที่กระจายในแต่ละภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ รายได้หลักมาจากรายได้งานให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบประกอบอาคาร และงานให้บริการรับเหมาก่อสร้างงานโยธา

ปัจจุบัน PROS มีทุนจดทะเบียนจำนวน   270 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน  400 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 200 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 400 ล้านหุ้น โดยภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชน ทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นเป็น 270 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 540 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้และหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามกฎหมายกำหนด