พาราสาวะถี

ไม่น่าแปลกใจอะไรกับการเผยแพร่คลิปของตัวแทนบริษัทไฟเซอร์ที่ขอเจรจากับรัฐบาลไทยถึง 4 รอบเรื่องวัคซีนโควิด-19 แต่ถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายเขาก็ไม่ใยดี และท้ายที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยต้องถึงขั้นประกาศว่าให้ก้มกราบก็ยอมถ้าบริษัทสามารถที่จะขายวัคซีนและจัดส่งให้ประเทศไทยได้โดยเร็ว เพราะนี่คือความผิดพลาดที่มีการตอกย้ำกันมาโดยตลอด จากการไปเลือกม้าตัวเดียว ตัวหลักตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันมาโดยตลอด

อรชุน

ไม่น่าแปลกใจอะไรกับการเผยแพร่คลิปของตัวแทนบริษัทไฟเซอร์ที่ขอเจรจากับรัฐบาลไทยถึง 4 รอบเรื่องวัคซีนโควิด-19 แต่ถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายเขาก็ไม่ใยดี และท้ายที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยต้องถึงขั้นประกาศว่าให้ก้มกราบก็ยอมถ้าบริษัทสามารถที่จะขายวัคซีนและจัดส่งให้ประเทศไทยได้โดยเร็ว เพราะนี่คือความผิดพลาดที่มีการตอกย้ำกันมาโดยตลอด จากการไปเลือกม้าตัวเดียว ตัวหลักตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันมาโดยตลอด

เชื่อได้เลยว่าไม่ได้มีเพียงแค่ไฟเซอร์เจ้าเดียวเท่านั้น ที่พยายามเจรจากับรัฐบาลไทยในการนำเสนอขายวัคซีนโควิด-19 ให้ คงจะมีอีกหลายเจ้าที่เสนอตัวเข้ามาแต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะเหตุผลเดียวคือมีแอสตราเซเนเกาอยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าจะเพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศ แต่พอเจอเหตุการณ์ระบาดระลอกสองที่ถือว่ายังไม่เท่าไหร่ก็ได้เห็นการเข้ามาของซิโนแวคท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่น้อย จนกระทั่งระลอกสามยิ่งมองเห็นความผิดพลาดได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่พิสูจน์ได้ทั้งท่าทีของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่แถลงหลังประชุมครม.รัฐบาลเปิดการเจรจาทุกทางเพื่อที่จะหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทยได้โดยเร็วที่สุด กับมติที่ประชุมครม.ล่าสุดที่อนุมัติงบกว่า 321 ล้านบาท จัดซื้อวัคซีนจากซิโนแวคอีก 5 แสนโดสเพื่อมาฉีดแก้ขัดท่ามกลางสถานการณ์ที่หนักหน่วงอยู่ในเวลานี้ ขณะเดียวกันด้วยภาวะที่บีบคั้นกดดันซึ่งถาโถมเข้าใส่เจ้ากระทรวงคุณหมอ แทนที่จะแอ่นอกรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว กลับไปโยนว่าอำนาจสูงสุดต่อการแก้ไขโควิดอยู่ที่ท่านผู้นำแต่เพียงผู้เดียว

ไม่เพียงเท่านั้น ลูกขุนพลอยพยัคฆ์จากพรรคภูมิใจไทยอย่าง ศุภชัย ใจสมุทร ก็รีบออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกับลูกพี่ โดยชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างของศบค.ได้ตัดการมีส่วนร่วมของภาคการเมืองออก รวมถึงได้ตัดคณะรัฐมนตรีออกจากการทำงานในศบค. หน่วยงานที่นั่งหัวโต๊ะกำหนดทิศทางของศบค.กลับเป็นหน่วยงานความมั่นคง นําโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติแทนที่จะเป็นกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตรงนี้คนทั้งประเทศก็รับรู้กันดีอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้คนของพรรคสืบทอดอำนาจต้องดาหน้าออกมาตอบโต้ทันควันคงเป็นประเด็นที่ศุภชัยดันไปโพสต์ข้อความกระแทกใจดำ การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการตั้งศบค. ซึ่งการใช้อำนาจพิเศษเป็นสิ่งที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจถนัดที่สุด จึงไม่แปลกที่มีการเลือกใช้อำนาจพิเศษในการจัดการกับโรคระบาด” ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการนำไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้นในอดีต อันหมายถึงยุคของ ทักษิณ ชินวัตร อีกต่างหาก

น่าคิด ต่อมุมมองของศุภชัยที่เห็นว่า ท่วงทำนองของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและองคาพยพที่เกี่ยวข้องต่อการแก้ปัญหาโควิด-19 นั้น ดันไปมองโรคระบาดเป็นภัยความมั่นคง เป็นอริราชศัตรู ต่างจากการแก้ปัญหาโรคระบาดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หากเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้ ในภาวะคับขันจวนตัวคนที่ถูกไล่บี้ย่อมหาหนทางที่จะแก้ต่าง เพียงแต่ว่าท่านผู้นำคงไม่คิดว่าจะมีการโบ้ยมาที่ตัวเองแบบเต็ม ๆ

แต่ทั้งสองเรื่องคือวัคซีนไฟเซอร์และโพสต์ของศุภชัย ก็มีการแก้ต่างกันในเวลาต่อมา โดยปมของไฟเซอร์นั้นทางอนุทิน ยืนยันการแถลงของผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณชนนั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด ขอให้หยุดแชร์ข้อมูลเท็จ และหยุดแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองในสถานการณ์โรคระบาด ด้านศุภชัยก็ชี้แจงว่าสิ่งที่ตนโพสต์นั้นเป็นการนำบทความจากมติชนมานำเสนอไม่ได้มีเจตนาโยนความผิดให้ท่านผู้นำแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม ภาระที่ถูกผลักมาให้จากหัวหน้าและคนในพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญนั้น ดูท่าว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะรอตั้งรับอยู่แล้ว จึงได้เห็นท่าทีที่ไม่หงุดหงิด โผงผาง แต่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยและให้กำลังใจรัฐมนตรีว่าการพร้อมบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มที่ และออกโรงการันตี รัฐบาลบริหารได้ทุกอย่างในเวลานี้ไม่มีปัญหาอะไรในกระทรวงสาธารณสุขทั้งสิ้น ตรงนี้เพื่อสยบแรงกระเพื่อมจากบรรดาแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกฝ่ายที่ไม่พอใจการบริหารงานของเจ้ากระทรวง

การพยายามตอกย้ำเรื่องการร่วมมือร่วมแรงใจกันเพื่อผ่านสถานการณ์อันวิกฤตินี้ไปให้ได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง คนในรัฐบาลเอง และที่สำคัญคือภาคประชาชน จะมีมนต์ขลังเพียงใด ภายใต้สถานการณ์ที่ระส่ำอยู่ในขณะนี้ คนจำนวนไม่น้อยต่างปักใจเชื่อไปแล้วว่า รัฐบาลไร้ศักยภาพในการบริหารจัดการและสู้กับโรคระบาดดังว่า ไม่ใช่ประจานกันเฉพาะกรณีของวัคซีน แต่ปมเตียงรองรับผู้ป่วยที่มีคนตายคาที่พักระหว่างรอเตียง ก็เป็นหลักฐานฟ้องประสิทธิภาพการบริหารจัดการกันรายวัน

ความระหองระแหงในรัฐบาลอีกปมว่าด้วยการแบ่งงานให้รัฐมนตรีคุมจังหวัดที่มีการโยกรัฐมนตรีพรรคสืบทอดอำนาจที่ดูแลภาคเหนือมาคุม 3 จังหวัดสำคัญภาคใต้ของประชาธิปัตย์ แล้วให้คนภาคใต้ของพรรคเก่าแก่ไปดูแลพื้นที่อีสานนั้น ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยืนยันไม่ได้มีเจตนาและหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด ทว่าก็เป็นการแก้ตัวในฐานะผู้บริหารประเทศที่คงไม่มีใครไปตอแยด้วย แต่ภาพของกระบอกเสียงจากสองพรรคยังคงตอบโต้กันไม่เลิก

นี่เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงที่ว่า เมื่อสองพรรคที่พรรคหนึ่งคือผู้สนับสนุนให้เกิดขบวนการสืบทอดอำนาจ อีกพรรคเกิดขึ้นจากขบวนการสืบทอดอำนาจเพื่อการอยู่ยาว มีฐานะคะแนนเสียงเดียวกัน จึงต้องช่วงชิงความได้เปรียบกันทุกเม็ด ขณะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ย้อนศรพรรคเก่าแก่ด้วยการอ้างหลักการฝ่ายบริหารไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง จึงทำให้คนของพรรคดังว่าตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ถ้าไม่แสดงจุดยืนอะไรเลย เลือกตั้งครั้งหน้าก็รอรับสภาพพรรคต่ำสิบหรือแค่หลักสิบนิด ๆ ก็แล้วกัน