พาราสาวะถี

หนึ่งเดือนเต็มกับการระบาดระลอกสามของโควิด-19 ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาได้ดีขนาดไหน เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจกันแล้ว การรวบอำนาจมาไว้อยู่ในมือแค่การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วสถาปนาตัวเองเป็นผู้อำนวยการศบค.เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ยังไม่เพียงพอ ที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมายินดีมอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านกฎหมาย 31 ฉบับให้ไปอยู่ในมือท่านผู้นำอีกคำรบ อาจเรียกได้ว่านี่คือการยึดอำนาจอีกรูปแบบแค่ไม่ใช้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น

อรชุน

หนึ่งเดือนเต็มกับการระบาดระลอกสามของโควิด-19 ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาได้ดีขนาดไหน เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจกันแล้ว การรวบอำนาจมาไว้อยู่ในมือแค่การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วสถาปนาตัวเองเป็นผู้อำนวยการศบค.เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ยังไม่เพียงพอ ที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมายินดีมอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านกฎหมาย 31 ฉบับให้ไปอยู่ในมือท่านผู้นำอีกคำรบ อาจเรียกได้ว่านี่คือการยึดอำนาจอีกรูปแบบแค่ไม่ใช้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น

คงต้องถามพรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกันบ้างหรือ ไม่ใช่แค่การรวบอำนาจ แต่การประกาศกลางวงประชุมบอกว่ารู้นะใครนินทา พร้อมขู่จะปลดออกและริบโควตารัฐมนตรีมาไว้เป็นของตัวเอง ก็เป็นภาพสะท้อนแล้วว่าเป็นการทวงบุญคุณทุกเม็ดทุกดอก ประมาณว่าถ้าไม่มีผมพวกคุณก็ไม่มีวันที่จะมานั่งหน้าสลอนบนหอคอยแห่งอำนาจได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังบอกด้วยว่ามีการส่งทีมงานติดตามดูอยู่ ยิ่งเป็นการการันตีว่า การทำงานร่วมกันนั้นมีความไว้วางใจกันมากเพียงใด

จุดนี้มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีที่นักการเมืองหากเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการ อุดมการณ์อย่างแท้จริง ย่อมไม่ยอมให้ใครมากดทับ ข่มเหง เพียงเพื่อแลกกับการได้อยู่ในตำแหน่ง เมื่อไร้แรงกระเพื่อมใด ๆ มีเพียงบรรดาลูกกะจ๊อกในพรรคออกมาส่งเสียงลอยลม มันก็ไร้น้ำหนัก เมื่อระดับผู้บริหารพรรคที่มีอำนาจตัดสินใจยังติดใจอยู่กับหัวโขนเสนาบดี ปลายทางมันจึงอยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเมื่อคราวการเลือกตั้งมาถึง แต่นาทีนี้ก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมที่จะต้องเผชิญกันต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะนานเท่าใด

สถานการณ์โควิด-19 กับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่และการตายรายวันที่ทำสถิตินิวไฮไปแล้ว มันคือหนทางพิสูจน์และวัดกึ๋นรอบสุดท้ายของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไม่จำเป็นต้องให้ค่าให้ราคากับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านผู้นำแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นวัคซีนยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความล้มเหลวทั้งแง่วิสัยทัศน์และการบริหารจัดการของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ วันนี้การสั่งการให้ตุนวัคซีนให้ได้มากที่สุดจากทุกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานมันคือการแก้ตัวทั้งสิ้น

จำกันได้ก่อนหน้าไม่ไกลหลังการระบาดระลอกสอง ภาคเอกชนตื่นตัวเรียกร้องขอภาครัฐช่วยนำเข้าวัคซีนมาเพื่อที่จะได้เป็นทางเลือกให้กับประชาชนผู้มีปัจจัยที่จะได้ฉีดโดยไม่ต้องรอวัคซีนของรัฐบาล คำตอบที่ได้จากทั้งผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ เจ้ากระทรวงคุณหมอ และบรรดาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วัคซีนที่ใช้เป็นเรื่องของสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ภาครัฐตัดสินใจใช้ตัวเดียวคือแอสตราเซเนกา และมีตัวเสริมคือซิโนแวคเพียงพอแล้ว และต้องให้ภาครัฐเท่านั้นเป็นผู้บริหารจัดการ

แต่หลังการระบาดระลอกสามที่ลุกลามรุนแรง ผสมโรงด้วยการโชว์วิสัยทัศน์ของคนแดนไกล ท่านผู้นำและองคาพยพที่เกี่ยวข้องต่างพากันร้องแรกแหกกระเชอ และเร่งหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะระดมหาซื้อวัคซีนทุกเจ้าที่มีอยู่ในตลาดสำหรับการรีบนำมาฉีดให้กับประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ การขยับที่ช้ากว่าสถานการณ์ไปหลายก้าวจึงเท่ากับหายนะของประเทศ ทั้งในแง่ของการดูแลประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นที่มีผลทางด้านเศรษฐกิจ

ด้วยการบริหารจัดการเช่นนี้ จากที่เคยคุยว่าวิธีการรับมือและป้องกันโควิด-19 ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับอันดับต้น ๆ จากทั่วโลกนั้น กลายเป็นแค่ลมปากที่เอาไว้คุยโวเท่านั้น เพราะตัวชี้วัดสำคัญมันอยู่ที่การประเมินขององค์กรระหว่างประเทศที่ทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ล่าสุด รายงานการจัดอันดับสถานที่ที่สามารถปรับตัวสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ Covid Resilience Ranking จากทั้งหมด 53 เขตเศรษฐกิจของโลก ประจำเดือนเมษายนเป็นตัวบ่งชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ

โดยประเทศในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ สามารถโค่นบัลลังก์อันดับ 1 อย่างประเทศนิวซีแลนด์ ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการจัดอันดับมา จากรายงานที่ว่า สิงคโปร์สามารถลดการแพร่ระบาดรายวันได้เกือบเป็นศูนย์ ผลจากการบริหารจัดการชายแดนและนโยบายกักกันโรคที่เข้มงวด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ แม้แต่การจัดคอนเสิร์ต หรือการลงเรือสำราญ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยอย่างชัดเจน จะทำโน่นทำนี่สุดท้ายก็ล่มปากอ่าวทุกครั้ง และพบการระบาดที่รุนแรงกว่าระลอกแรกเสียด้วย

ที่เจ็บปวดที่สุดคือ การจัดอันดับล่าสุดประเทศไทยร่วงจากอันดับ 9 ลงมาอยู่ในอันดับที่ 13 ถูกเวียดนาม ฮ่องกง และฟินแลนด์แซงหน้าขึ้นไป โดยประเทศไทยมีคะแนนการปรับตัวกับการแพร่ระบาดอยู่ที่ 66.7 คะแนน ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะชอบอ้างตลอดว่าปัจจัยที่เป็นตัวกดทับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เหมือนกันคือ การระบาดของโควิด-19 ทีนี้ก็คงจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมเวียดนามถึงแซงหน้าไทย มันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพและศักยภาพในการบริหารประเทศล้วน ๆ

พูดง่าย ๆ คำว่า “ฝีมือ วิสัยทัศน์” มันไม่อาจจะลอกเลียนแบบกันได้ เป็นเรื่องของปัจเจก เช่นเดียวกับทีมที่ปรึกษาทั้งหลาย ที่จะว่าไปแล้วผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจโชคดีมากกว่าทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา เพราะได้รับคำแนะนำและสนับสนุนจากบรรดาเจ้าสัวขาใหญ่ทุกเจ้าในประเทศ แต่การรับมือการระบาดระลอกเที่ยวนี้ ไม่แน่ใจว่าบรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย ยังรู้สึกพอใจต่อการให้ท่านผู้นำรายนี้บริหารประเทศต่อไปอีกหรือไม่ หากตัดเรื่องผลประโยชน์ที่เคยได้รับออกไป

ความดึงดันจะเกิดโดยเจ้าตัวหรือทีมที่ปรึกษาไม่ทราบ ถ้าจำกันได้บรรดาเจ้าสัวและชนชั้นนำด้านธุรกิจทั้งหลาย ส่งสัญญาณชี้แนะไปยังท่านผู้นำเรื่องวัคซีนตั้งแต่ช่วงกลางเดือน แต่เพิ่งมาขยับกันเอาตอนจะสิ้นเดือน ท่ามกลางการระบาดที่หนักหน่วงขึ้นต่อเนื่อง เรื่องที่เคาะกันออกมาว่าภาคเอกชนจะสนับสนุนสถานที่ในการรองรับการฉีดวัคซีนให้ประชาชนนั้นเป็นแค่ปลายทาง เพราะต้นทางคือวัคซีนที่ควรจะมีอยู่ในมือนั้นมันเพียงพอต่อการรับสถานการณ์เวลานี้หรือไม่ นี่เป็นจุดชี้วัดว่าควรจะไว้วางใจผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่