“ทรีนีตี้” แนะกองทุน “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์” คาดผลตอบแทน 15%


ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การกระจายสินทรัพย์เพื่อลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ ยังเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้าจากการกลับมาระบาดของโควิด -19 รอบ 3 ที่รุนแรงขึ้น ในสภาวะการณ์เช่นนี้ ทรีนีตี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทย 20% (เน้นหุ้นปันผลดี) ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB ขึ้นไปประมาณ 30-40% อีก 10-20% ลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ เพราะเป็นกองทุนที่จะลงทุนในหุ้นจีนในสัดส่วนที่สูงเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ลงทุนทองคำในสัดส่วน 5% และส่วนอีก 20-30 % ถือเป็นเงินสดเพราะในภาวะที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวนสูง การถือเงินสดจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับนักลงทุนให้มีจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงมา

ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการระบาดโควิด-19 รอบ 3 ที่ยอดผู้ป่วยต่อวันพุ่งเกิน 2,000 คน และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้เริ่มเห็นหลายสำนักสำคัญทางเศรษฐกิจได้ออกมาปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงแล้ว ซึ่งในขณะที่ประเมินว่า จีดีพีปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 2% และประเมินกำไรตลาดหุ้นที่ 81 บาท และดัชนีที่ 1,600 จุด” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้นักลงทุนที่มีความสนใจจะกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศเพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนที่อาจจะเติบโตในระดับ 7-8% ต่อปี ในปี 2564 นี้สามารถลงทุนผ่าน บล.ทรีนีตี้ ได้ โดยขณะนี้ได้เปิดขายกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan) : Series 3” ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 พ.ค.2564 นักลงทุนสามารถลงทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท มีระยะเวลาในการลงทุน 1 ปี (1 มิ.ย.2564- 31 พ.ค.2565) คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนตลอดระยะเวลาของการลงทุนที่ระดับ 15% โดยจะเริ่มลงทุนตั้งแต่ มิถุนายนนี้

สำหรับกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” เน้นลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น บริหารกองทุนแบบ Active Fund  ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นรายตัว ที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโตและมีมูลค่าเพิ่ม ผู้จัดการกองทุนจะมีการปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่มีการเติบโตระยะยาว  (Thematic) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกลยุทธ์การบริหารกองทุนในลักษณะนี้ทำให้ผลดำเนินงานของกองทุน มีผลตอบแทนย้อนหลังเหนือกว่าตลาด (Benchmark) และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ในแง่ Absolute Returns การลงทุนที่ผ่านมาถือว่าดีกว่าการลงทุนใน ETF โดยตรงเพราะเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานเฉพาะบริษัท

ทั้งนี้การลงทุนที่ผ่านมานั้น กองทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์ เป็นสัดส่วน เช่น 18.5% ลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ  13.7% กลุ่มคอนซูเมอร์ และ 13.2% กลุ่มสถาบันการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ กองทุนยังลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่ ที่ได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน กองทุนส่วนบุคคล“ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan): Series 2” ระยะลงทุนตั้งแต่ 1 มิ.ย.2563 – 31 มี.ค.2564 ให้ผลตอบแทนที่ระดับ 41 % ขณะที่ Series 1 ซึ่งลงทุนไปแล้วเมื่อ 2 พ.ค.2562 ถึง 31 พ.ค.2563 ให้ผลตอบแทน 8.1% และหากนับตั้งแต่เริ่มกองทุนถึงปัจจุบัน (2 พ.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2564) กองทุนนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 49.5% สูงกว่าตลาดที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 27.3%

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า จากผลดำเนินงานของกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนที่ออกไปลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศกับทรีนีตี้ ในรุ่นก่อนหน้ามีการลงทุนต่อเนื่องและเพิ่มวงเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” ที่อยู่ระหว่างการเสนอขาย

ขณะนี้ นอกจากนี้กองทุนนี้ได้มีการทำป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนโดยทำสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเต็มจำนวน เมื่อโอนเงินออก แต่ยังมีความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินอื่นๆ  ซึ่งเกิดจากการลงทุนในแต่ละประเทศ

สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” โดยติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โทร. 02-088-9350

Back to top button