“ดาวโจนส์” ทะลุ 35,000 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน-แบงก์ หนุน

“ดาวโจนส์” พุ่ง 219.16 จุด ทะลุแนว 35,000 จุดในวันนี้ ซึ่งเป็นการซื้อขายวันแรกของสัปดาห์สุดท้ายในเดือนก.ย. โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุด ทะลุแนว 35,000 ในวันนี้ โดยเป็นการซื้อขายวันแรกของสัปดาห์สุดท้ายในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่มีการซื้อขายอย่างผันผวน

โดย ณ เวลา 21.08 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 35,017.16 จุด บวก 219.16 จุด หรือ 0.63%

ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจต่างดีดตัวขึ้นในวันนี้ ขานรับการปรับตัวลงของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐ

อย่างไรก็ดีถึงแม้ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุดในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร แต่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.20% ส่วนดัชนี Nasdaq ดิ่งลงเกือบ 2% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยได้รับผลกระทบจากการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวเหนือระดับ 1.50% ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. จากปัจจัยความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่วิตกต่อการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ

ขณะที่สถิติในอดีตบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักปรับตัวย่ำแย่ในเดือนก.ย.

นอกจากนี้ข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2493 เดือนก.ย.เป็นเดือนที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวย่ำแย่ที่สุดของปี และนับตั้งแต่ปี 2488 ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.56% ในเดือนก.ย. ขณะที่เดือนก.พ.เป็นอีกหนึ่งเดือนที่ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวลง

สำหรับในเดือนก.ย.ปีนี้ ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 1.60% ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.5% โดยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ส่วนดัชนี Nasdaq ติดลบ 1.40%

อย่างไรก็ตามสถิติที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักดิ่งลงอย่างหนักในเดือนก.ย. โดยเฉพาะหากเป็นปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งทำให้ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.73% ในเดือนก.ย.ของปีดังกล่าว

ด้านนักลงทุนจับตาแนวโน้มที่หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอาจต้องถูกปิดการดำเนินงานในปลายสัปดาห์นี้ เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ

ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวในวันที่ 21 ก.ย. เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. และหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงาน นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรยังมีมติให้ยกเลิกเพดานหนี้ของสหรัฐไปจนถึงสิ้นปี 2565

ขณะนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา อย่างไรก็ดีวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันหลายรายยืนกรานว่าจะไม่โหวตรับรองร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐต้องปิดการดำเนินงานในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากขาดงบประมาณ และรัฐบาลสหรัฐมีความเสี่ยงที่จะเผชิญการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป พุ่งขึ้น 1.80% ในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.50% ในเดือนก.ค.

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 0.70% ในเดือนส.ค.

ด้านยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.50% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.30% ในเดือนก.ค.

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.40% ในเดือนส.ค.

 

 

Back to top button