ลุ้น KJL วิ่งต่อ! ส่งซิกรายได้ปีนี้โต 15% เร่งขยายตัวแทน 800 แห่ง-กำลังผลิต 30 ล้านชิ้น

KJL ปักเป้ารายได้ปีนี้โต10-15% รวมถึงอัตรากำไรสุทธิ 13-14% เร่งขยายตัวแทน 800 แห่ง และกำลังผลิต 30 ล้านชิ้นในปีนี้ พร้อมวางเป้าหมายย้ายเข้าตลาด SET ให้ได้ภายใน 5 ปี


นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL เปิดเผยว่าในปี 2566 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นราว 28-30% และอัตรากำไรสุทธิ 13-14% หลังจากบริษัทฯมีแผนในการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าที่จะเข้ามามากขึ้น อย่างในปีนี้บริษัทมีการปรับแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงงานให้เร็วขึ้นจากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 20 ล้านชิ้นต่อปีให้เป็น 22 ล้านชิ้น ภายในไตรมาส 1/2566

พร้อมกับมีการตั้งเป้าให้เป็น 25 ล้านชิ้น ในช่วงไตรมาส 2/2566  และเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านชิ้นภายในสิ้นปีนี้ ส่วนระยะยาวจะเพิ่มกำลังการผลิตให้เป็น 40 ล้านชิ้น ภายในปี 2568 โดยอัตราการใช้เครื่องจักรตั้งเป้าเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80% ปีที่ผ่านอยู่ที่ 77% รวมถึงใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตด้วย Digital Industry 4.0 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในภาคการผลิต

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายธุรกิจและนำเสนอสินค้าให้ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรมเช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน กลุ่มอุตสาหกรรม IT และ Data Center รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยี IoT ที่จะตอบสนองธุรกิจ และการต่อยอดธุรกิจสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งด้วยแผนงานที่วางไว้ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตทั้งในด้านกำไร และรายได้ในอัตราที่สูงต่อเนื่องกว่า 2 เท่าตัวภายในปี 2571 ซึ่งบริษัทได้รองรับการเติบโตด้วยการขยายตัวแทนจำหน่ายไปทั่วประเทศจาก 400 แห่ง เป็น 800 แห่งทั่วประเทศในปีนี้

สำหรับปีนี้บริษัทวางเงินลงทุน 250 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นลงทุนเครื่องจักรโรงงานประมาณ 150 , อาคารใหม่ประมาณ 50-60ล้าน, ลงทุน Solar Roof 25 และปรับปรุงดูแลเครื่องมือ Software ประมาณ 15-25 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับจากเทรดตลาดเอ็ม เอไอ  (mai) เพื่อย้ายเข้าไปเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  ให้ได้ภายใน 5 ปี

อนึ่งในปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 1,026.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.38% จากงวดเดียวของปีก่อนมีรายได้รวม 845.34 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 131.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.97% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 94.04 ล้านบาท

สำหรับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการที่บริษัทปรับราคาสินค้าเพิ่ม ตามราคาต้นทุนวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้น รวมถึงบริษัทมีการใช้เทคโนโลยีระบบควบคุมการผลิตแบบ Industry 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้แก่ เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องเจาะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องพับ และหุ่นยนต์พับอัตโนมัติ เป็นต้น ทำให้บริษัทมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานฝ่ายผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

ผลดังกล่าวส่งผลให้ในปี 2565 กำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นเป็น 28.62%  จากปี 2564 ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.46% และอัตรากำไรสุทธิของบริษัทในปี 2565 ปรับสูงขึ้นเป็น 12.83% จากปี 2564 ที่มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.12%

ด้านราคาหุ้น KJL ปิดตลาดเมื่อวันที่ 24 ก.พ.66 ที่ระดับ 18.40 บาท บวก 1.70 บาท หรือ 10.18% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 303.00 ล้านบาท

Back to top button