LST กางแผน 5 ปี ลุย 3 เสาหลัก ยกระดับผลิต-ผนึกพันธมิตร หนุนโตยั่งยืน

LST กางแผน 3-5 ปี ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 3 เสาหลัก ยกระดับกระบวนการผลิต-ขยายพันธมิตร-เพิ่มช่องทางขาย มั่นใจสร้างการเติบโตยั่งยืน พร้อมจ่ายปันผลต่อเนื่อง


นางสุธิดา บุญเจริญ เจ้าหน้าที่สำนักเลขานุการบริษัท บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 29 ส.ค.68 ว่า ไตรมาส 2/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 130.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.50% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 81.79 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,209.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 2,906.20 ล้านบาท เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้การขายกลุ่มเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจและแผนกลยุทธ์การเติบโตในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกลยุทธ์หลักจะดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลักสำคัญ

เสาหลักแรก คือ ธุรกิจน้ำมันปาล์มซึ่งยังคงเป็นพอร์ตใหญ่ของบริษัท โดยจะเน้นการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านผลผลิตต่อหน่วย และความคุ้มค่าของต้นทุน

ทั้งนี้ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เริ่มเห็นผลตั้งแต่ปีนี้ ทำให้คุณภาพน้ำมันปาล์มของบริษัทมีความแตกต่างและเหนือกว่าท้องตลาด ทั้งในกลุ่ม B2C และ B2B

เสาหลักที่สอง คือ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและคู่ค้าเพื่อพัฒนาสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจเบเกอรี่ซึ่งมีการเติบโตโดดเด่นในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา แม้สัดส่วนรายได้จะยังไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับธุรกิจน้ำมัน แต่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงมีแผนปรับปรุงเครื่องจักรในโรงงานและมองหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเร่งสปีดการเติบโตของธุรกิจนี้ให้สูงขึ้น และช่วยเสริมทั้งรายได้และกำไรสุทธิ

เสาหลักที่สาม คือ การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพ โดยแม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีบางช่องทางที่สามารถเติบโตได้ บริษัทจึงมุ่งสร้างส่วนแบ่งรายได้ตามช่องทางจากช่องทางเหล่านี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งยอดขายและผลกำไรรวมในอนาคต

ทั้งนี้ ยังยืนยันนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ โดยยังคงจ่ายปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบุว่าบริษัทมีโครงการใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเสริมสร้างกำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าผลตอบแทนในระยะยาวจะมีความมั่นคงและสร้างกระแสเงินสดที่มากขึ้น สำหรับประเด็นการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมองว่าในระยะสั้นถึงกลางยังไม่มีแผนพิจารณาในส่วนนี้

ส่วนผลกระทบจากนโยบายภาษี นายโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่า ธุรกิจน้ำมันปาล์มไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่จะมีผลทางอ้อมผ่านตลาดถั่วเหลือง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ใกล้เคียงบราซิล และจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก หากจีนลดการนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็อาจหันไปพึ่งพาอเมริกาใต้มากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องหาตลาดใหม่ เช่น เอเชียใต้หรือยุโรป และไทยอาจจำเป็นต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าธุรกิจหลักด้านน้ำมันปาล์มจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยดังกล่าว

Back to top button