BCPG โชว์งบ Q3 พลิกกำไร 627 ล้านบาท บุ๊กส่วนแบ่งโรงไฟฟ้าสหรัฐ-ค่าใช้จ่ายลด

BCPG รายงานงบไตรมาส 3/68 พลิกมีกำไรสุทธิ 626.64 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 28.38 ล้านบาท รับส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 79.5% ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง


บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิลดลง ดังนี้

สำหรับ BCPG รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 626.64 ล้านบาท  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนขาดทุนสุทธิ 28.38 ล้านบาท เป็นผลบวกมาจากส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/2568 กลุ่มบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (หลังหักค่าตัดจำหน่ายและไม่รวมรายการพิเศษ) จำนวน 757.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 135.20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับผลดีจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue)

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรอยู่ที่ 128.20 ล้านบาท ลดลง 92.26% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,655.57 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (หลังหักค่าตัดจำหน่ายและไม่รวมรายการพิเศษ) รวมจำนวน 1,523.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น

กลุ่มบริษัทฯ มี EBITDA จากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 จำนวน 1,565.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 89.10% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย และธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มี EBITDA จากการดำเนินงานรวม 3,321.10 ล้านบาท ลดลง 10.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น และส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (ไม่รวมรายการพิเศษ) ในไตรมาส 3/2568  อยู่ที่ 136.20 ล้านบาท ลดลง 5.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นออกไป อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพิ่มขึ้น 10.40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 373.40 ล้านบาท ลดลง 7.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ของบริษัทฯ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการโครงการพลังงานสะอาดในหลากหลายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายการลงทุนธุรกิจใหม่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน” นายรวี กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ โครงการพลังงานลมมอนซูน ขนาด 600 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว ซึ่งมีสัญญาขายไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนาม ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในไตรมาสนี้ ซึ่งจะเริ่มสร้างรายได้และผลกำไรเพิ่มเติมในปีนี้เป็นต้นไป แม้จะมีส่วนแบ่งขาดทุนในช่วงเริ่มต้นจากการเปิดดำเนินงานไม่เต็มไตรมาสและอยู่ในช่วงนอกฤดูกาลก็ตาม

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเข้าซื้อกิจการ โรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 99 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเสริมพอร์ตการลงทุนในภูมิภาคและต่อยอดสู่การเติบโตระยะยาว

“บีซีพีจี ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาสนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของเรา ในการตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจพลังงานสะอาดของภูมิภาค และเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต” นายรวี กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button