
WHA แย้มปีนี้รายได้แตะ 2 หมื่นล้าน รับดีมานด์ขายที่ดินกลุ่ม Data Center หนุน
WHA แย้มรายได้ปีนี้แตะ 20,000 ล้านบาท รับไตรมาส 4/68 ขายที่ดินให้กลุ่ม Data Center ประมาณ 1,000 ไร่ พร้อมเดินหน้าแผนซื้อที่ดิน 6,000–7,000 ไร่ รองรับดีมานด์ 3–4 ปี และเริ่มก่อสร้างนิคมแห่งที่ 2 ในเวียดนาม คาดรับรู้ยอดขายครึ่งแรกปี 69
นายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบศักยภาพนิคมอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม พบว่าทั้งสองประเทศมีจุดแข็งและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์เชิงแข่งขันโดยตรง แต่สามารถเติบโตควบคู่กันได้ตามลักษณะของอุตสาหกรรม
ในเชิงโครงสร้าง เวียดนามเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะการผลิตแบบประกอบด้วยมือ เช่น นิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามที่มีพื้นที่ไม่ถึง 1,000 ไร่ แต่สามารถรองรับแรงงานได้สูงถึง 150,000 คน ซึ่งเป็นโมเดลที่แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยจากข้อจำกัดด้านแรงงานและต้นทุน ทำให้อุตสาหกรรมลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิต
ขณะที่ประเทศไทยมีจุดเด่นชัดเจนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตในไทยจึงเน้นระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีขั้นสูงมากกว่าการใช้แรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ไทยเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำ เสถียรภาพ และความต่อเนื่องของระบบสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าไทยและเวียดนามไม่ได้แข่งขันกันในลักษณะ “แทนที่กัน” แต่เป็นการแบ่งบทบาทตามเซกเมนต์อุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยงานที่ต้องการประหยัดต้นทุนแรงงานจะมุ่งไปยังเวียดนาม ขณะที่งานที่ต้องการความเสถียรของระบบ เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมทั้งในไทยและเวียดนามสามารถหนุนการเติบโตของบริษัทควบคู่กันได้
นายณัฐพรรษ กล่าวอีกว่า ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการยกระดับเทคโนโลยีอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นการผลิต PCB ชิ้นขนาดใหญ่ ไปสู่ชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กลง ความหนาแน่นของวงจรสูงขึ้น และมีความเป็นไฮเทคมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ยุคใหม่
จากฐานความแข็งแกร่งดังกล่าว บริษัทมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นก้าวถัดไปของประเทศไทย แม้ว่าการผลิตชิประดับล้ำสุดขนาด 1 นาโนเมตร เช่น ชิปสำหรับอุตสาหกรรม AI จะยังเกินศักยภาพในปัจจุบัน แต่ไทยมีโอกาสสูงในการดึงดูดการผลิตชิปขนาด 5–10 นาโนเมตร ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า สอดรับกับจุดแข็งด้านซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
สำหรับแนวโน้มการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม บริษัทใช้นโยบายบริหารสต็อกแบบ “ซื้อเติม” โดยไม่สะสมที่ดินระยะยาว 10–20 ปี แต่จะสำรองที่ดินรองรับการขายราว 3–5 ปี ตามจังหวะตลาด หากช่วงใดดีมานด์ชะลอตัวอาจหยุดซื้อเพิ่ม แต่เมื่อกระแสลูกค้ากลับมาแรงจะเร่งเติมสต็อกทันที เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ต โดยในช่วงปี 2567–2568 บริษัทได้ซื้อที่ดินเพื่อรอพัฒนาประมาณ 6,000–7,000 ไร่ เทียบเท่าการสำรองสต็อกรองรับดีมานด์ราว 3–4 ปี หากอิงยอดขายเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 ไร่
โครงสร้างลูกค้าหลักของนิคมอุตสาหกรรมประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคอนซูเมอร์ที่เข้ามาจำนวนมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นดีลขนาดกลาง–เล็กประมาณ 50–80 ไร่ต่อราย อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Data Center กลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” จากการใช้ที่ดินแปลงขนาดใหญ่ระดับ 500–1,000 ไร่ต่อราย ส่งผลให้ในปี 2568 สัดส่วนพื้นที่ขายใหม่อาจมาจากกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวสูงถึงราว 50%
ด้านสัญชาตินักลงทุนในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจีนยังเป็นฐานหลักคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60–65% ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเคยมีสัดส่วนมากกว่า 40% ในอดีต ปัจจุบันดีลใหม่มีขนาดเล็กลงและสัดส่วนต่ำกว่า 10% ส่วนในปี 2568 คาดว่านักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการลงทุนในกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ จนอาจเห็นสัดส่วนใกล้เคียงกับจีนในระดับ 50 ต่อ 50 โดยพอร์ตลูกค้าโดยรวมประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น ไทย และยุโรป
ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์ยังเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัท โดยปัจจุบันมีพื้นที่คลังสินค้าให้เช่ารวมกว่า 3 ล้านตารางเมตร และขยายพื้นที่เช่าใหม่เฉลี่ยปีละ 150,000–200,000 ตารางเมตร ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีเด่นและมีโอกาสแตะระดับ 200,000 ตารางเมตรตามเป้าหมาย จากฐานลูกค้ามีความหลากหลายด้านสัญชาติมากกว่าฝั่งนิคมอุตสาหกรรม
โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การทำสัญญาเช่าระยะยาวมูลค่าสูง โดยในปีนี้มีโครงการเด่น เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบ สำหรับไทยวัสดุ ด้วยสัญญาเช่า 20 ปี, คลังสินค้าอุปกรณ์การแพทย์บนถนนพระราม 3 ด้วยสัญญาเช่า 15 ปี และคลังสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วยสัญญาเช่า 10 ปี
สำหรับแนวโน้มนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงและนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนรายเล็กและรายกลางชะลอการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของกลุ่ม Data Center และ PCB อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายใหญ่ที่ให้ความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ EEC
อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าเวียดนามจะเริ่มฟื้นตัวในปีหน้า จากการเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 2 ในจังหวัดทัญฮว้า ซึ่งถูกวางตำแหน่งแตกต่างจากนิคมแห่งแรกอย่างชัดเจน ด้วยทำเลที่ใกล้กรุงฮานอยมากขึ้น ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง และมุ่งรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง โดยโครงการเฟสแรกมีพื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ และคาดว่ายอดขายจะเริ่มเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
“บริษัทตั้งเป้ารายได้ให้อยู่ในระดับ 20,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าอัตรากำไร (Margin) จะดีขึ้นกว่าเดิม ส่วน แผนปีหน้าคาดประกาศในวันที่ 4 ก.พ.69” นายณัฐพรรษ กล่าวทิ้งท้าย

