สังคมข่าวหุ้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (17 กุมภาพันธ์) ปิดที่ 1,459.68 จุด บวก 21.59 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.50% มูลค่าการซื้อขาย 65,248.95 ล้านบาท


ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (17 กุมภาพันธ์) ปิดที่ 1,459.68 จุด บวก 21.59 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.50% มูลค่าการซื้อขาย 65,248.95 ล้านบาท โดยภาวะการซื้อขายภาคบ่ายมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 1,460.57 จุด โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มแบงก์นำตลาด นำโดยหุ้น KBANK, SCB, KTB และ BBL นอกจากนี้ หุ้นบิ๊กแคปอย่าง GULF และ TRUE ที่ราคาปรับขึ้นเป็นอีกแรงหนุนตลาดโดยรวม

ภายหลังประเทศเดินหน้าผ่านการเลือกตั้ง และเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล แม้ผลอย่างเป็นทางการยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด แต่ “ภาพใหญ่” ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ความไม่แน่นอนที่เคยกดดันตลาดค่อย ๆ คลี่คลาย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับตัวในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนความเชื่อมั่นได้ชัด คือ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 13 ก.พ. 2569 นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน และเมื่อเปรียบเทียบในภูมิภาคเดียวกัน ตลาดหุ้นมาเลเซียมีแรงซื้อสุทธิราว 359 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ตามมาใกล้เคียงที่ประมาณ 271 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน บางประเทศยังเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ โดยอินโดนีเซียมียอดขายสุทธิสูงสุดเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามถูกขายสุทธิราว 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในจังหวะที่ภูมิภาคยังมีความผันผวน ไทยกำลังถูกวางอยู่ในตำแหน่ง “เป้าหมายการจัดสรรเงินลงทุน” ของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง และนี่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยประคองดัชนีในระยะถัดไป

วานนี้หุ้นกลุ่มธนาคาร 8 แห่งปรับตัวขึ้น นำโดย KTB และ KBANK นักวิเคราะห์ เผยว่า ปัจจัยหนุนมาจากการที่นักลงทุนคาดหวังนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ KTB ที่มีแผนรักษาระดับผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 10% ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรเรื่องเงินปันผล ขณะที่ภาพรวมของกลุ่มธนาคารกำลังเข้าสู่ฤดูกาลประกาศจ่ายเงินปันผล ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น และแรงเก็งกำไร

ธนาคารทิสโก้เชียร์ซื้อหุ้นเฮลท์แคร์ ชี้เป็นกลุ่มที่ทั้งสร้างกำไรดีแบบก้าวกระโดด และยังโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซา เพราะได้แรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก คาดปีนี้กลุ่ม Biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) โตดีสุดจาก EPS ที่คาดว่าจะโต 19.5% รองลงมา คือ Medical Devices  & Equipment (เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6.2%

บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) โบรกเกอร์คาดการณ์ว่าจะประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 4/2568 ในวันนี้ (18 ก.พ.) คาดจะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาท ชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ แต่แนวโน้มในปี 2569 จะกลับมาฟื้นตัวในทิศทางที่ดี

ดวงดี

Back to top button