‘ไทย’ พ้นหล่มเศรษฐกิจ.!?

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% และปี 2568 เติบโต 2.4%


สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% และปี 2568 เติบโต 2.4% จากตัวเลขดังกล่าว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าออกมาดีกว่าคาดการณ์ สะท้อนว่า “เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม” อย่างเป็นทางการแล้ว

จากความเชื่อมั่นของภาคประชาชน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส, โครงการเที่ยวดีมีคืนและการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.3% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบช่วงไตรมาส 1-3/68 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% เท่านั้น และอีกตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญมากและมีการเติบโตอย่างโดดเด่น คือ การลงทุนรวมขยายตัว 8.1% สูงสุดในรอบที่ผ่านมา โดยหลักเป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนของรัฐบาลตามแนวทาง กระตุ้นระยะสั้นแต่ได้ผลยาว และการลงทุนถือเป็นการวางแผนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

รายงานจาก Chief Economists’ Outlook เดือนมกราคม 2026 ของ World Economic Forum ระบุว่า 53% ของนักเศรษฐศาสตร์ทรงอิทธิพลทั่วโลก ประมินว่า 4 ประเทศ อินเดีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่นับว่ามีการเติบโตแรงของเอเชีย

อินเดีย ถือว่าเป็นหัวหอกชัดเจนสุด ด้วยตัวเลขการเติบโตระดับ 8.2% (รายไตรมาส) ทำให้คาดว่าจะรักษาระดับเฉลี่ยรายปีไว้ 6-7% อย่างต่อเนื่อง “อินเดีย” มีความได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวมหาศาล บวกกับการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของภูมิภาค South Asia ที่ WEF ยกให้เป็นภูมิภาคที่แกร่งสุด

เวียดนาม ถือว่ายืนระยะการเติบโตเหนือระดับ 5-6% ได้อย่างสม่ำเสมอ รับอานิสงส์ จากยุทธศาสตร์ China+1 โรงงานอิเล็กทรอนิกส์และสายการผลิตชิ้นส่วนสำคัญระดับโลก ย้ายจากจีนเข้าสู่เวียดนาม ทำให้ภาคการส่งออก และการลงทุนเติบโต การมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รอบทิศทำให้เวียดนามเนื้อหอมที่สุดในสายตานักลงทุน

ฟิลิปปินส์ ถือว่ารักษาการเติบโตระดับ 5-6% โดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เหมือนอย่างเพื่อนบ้านอื่น ๆ แต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ผู้บริโภคภายในประเทศ จากโครงสร้างประชากรที่ยังเด็ก (Demographic Dividend) และภาคบริการธุรกิจ (BPO) ที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันสูง

อินโดนีเซีย ถือว่าใช้ความได้เปรียบจากทรัพยากรธรรมชาติ แปรรูปแร่มีค่าโดยเฉพาะ ‘แร่นิกเกิล’วั ตถุดิบสำคัญของแบตเตอรี่ EV โดยอินโดนีเซีย มีนโยบาย “ห้ามส่งออกแร่ดิบ” แต่บังคับให้โลกต้องขนโรงงานมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ GDP ขยายตัวเกิน 5% จากมูลค่าเพิ่มในระบบที่เกิดขึ้นจริง

แค่ “การเติบโตแรง” ไม่ได้แปลว่าไร้ความเสี่ยง ด้วยความเปราะบางของราคาสินทรัพย์ โดย 74% ของนักเศรษฐศาสตร์มองว่าหากหุ้น AI ในสหรัฐฯ ปรับฐานแรง จะกระทบเศรษฐกิจโลกแบบวงกว้างและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ 47% มองว่าความเสี่ยงวิกฤตหนี้สาธารณะมีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน..!!

Back to top button