
พาราสาวะถี
เข้มข้นคู่ขนานกันไประหว่าง การประสานงานจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย กับการถูกตั้งข้อกังขา และร้องเรียนกระบวนการจัดการเลือกตั้งของกกต.ที่ส่อเค้าว่ามีปัญหาหลายประการ
เข้มข้นคู่ขนานกันไประหว่าง การประสานงานจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย กับการถูกตั้งข้อกังขา และร้องเรียนกระบวนการจัดการเลือกตั้งของกกต.ที่ส่อเค้าว่ามีปัญหาหลายประการ โดยในส่วนของการเชิญพรรคที่มีเสียงสส.เรียงตามลำดับมากไปหาน้อยพูดคุยเพื่อร่วมกันตั้งรัฐบาลนั้น ปมร้อนอยู่ที่พรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตามกระแสจากคุณแหล่งข่าวรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคสีน้ำเงินจะดีดพ้นความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน
ปัจจัยที่ต้องทำเช่นนั้น ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความเป็นจริงเมื่อยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากกกต. อนุทิน ชาญวีรกูล และบรรดาแกนนำพรรคยังมีเวลาตัดสินใจ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตัดพรรคสีเขียวพ้นจากสมการร่วมรัฐบาลได้ การทอดไมตรีแสวงหาพันธมิตรโดยชูหลักการก้าวข้ามความขัดแย้ง หันหน้ามาจับมือกันเพื่อนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าตามความต้องการของเสี่ยหนู นั่นย่อมทำให้ เสียงสนับสนุนทะยานสูงเกินระดับ 300 เสียงขึ้นไป อย่างแน่นอน
ปัญหาที่จะตามมาจึงไม่ใช่เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลจากเสียงโหวตในสภา หากแต่เป็นกรณีการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้แต่ละพรรคมากกว่า ถ้าใช้สูตร 10 ต่อ 1 โดยที่มีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมเข้าร่วม กระทรวงสำคัญจะแบ่งโควตากันอย่างไร ในเมื่อ พรรคแกนนำประกาศไว้ชัดจะขอรวบกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดไว้บริหารเพื่อความเป็นเอกภาพ ขณะเดียวกันก็ หวงเก้าอี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม อย่างหลังเพื่อป้องกันการเข้าไปรื้อฟื้นคดีเขากระโดงและฮั้วสว.
เช่นนั้นแล้ว จะเหลือกระทรวงไหนให้พรรคอันดับรองได้เข้าไปบริหาร ที่ต้องไม่ลืมคือมันมีโจทย์ซ้อนโจทย์ อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลในฝันของเสี่ยหนู นั่นก็คือ หากต้องอาศัยคนที่สังคมส่วนใหญ่ไว้วางใจ ในพรรคสีน้ำเงินและพรรคสีแดง มีบุคลากรพร้อมให้เลือกมาทำหน้าที่ได้ทันทีอยู่แล้ว ขณะที่พรรคสีเขียวก็เห็นกันอยู่ ในระดับนำส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องส่วนตัวที่ส่อเค้าว่าถ้าก้าวขึ้นเป็นเสนาบดี จะมีนักร้องไปยื่นให้ตรวจสอบ และนั่นไม่ได้ส่งผลแค่รัฐบาล แต่จะกระทบต่อเก้าอี้นายกฯ ของอนุทินโดยตรงเลยทีเดียว
ส่วนอีกด้าน หากจะตัดกล้าธรรมพ้นเส้นทางอำนาจฝ่ายบริหาร ก็เกรงว่า จะเกิดการแก้เกมพลิกขั้ว หันไปจับมือกับพรรคสีส้ม สีแดง แล้วใช้วิชาประสานสิบทิศแบบใจถึงพึ่งได้ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว รวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งแล้วตั้งรัฐบาล ถีบส่งให้พรรคน้ำเงินไปเป็นฝ่ายค้าน ในทางปฏิบัติอาจดูเป็นไปได้ยาก แต่ต้องอย่าลืมว่า เมื่อทฤษฎีมันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ มิติทางการเมืองว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีข่าวว่า การเจรจาระหว่างพรรคน้ำเงินกับเขียวนั้น อาจารย์ใหญ่ของพรรคย่านบางเขนอย่าง เนวิน ชิดชอบ ต้องลงมือเอง พูดคุยกับธรรมนัสโดยตรง ประสาคนใจนักเลงคุยกัน ไม่มีการตัดพ้นจากความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่จำเป็นที่จะต้องยอมเสียสละโดยเฉพาะผู้กองมันคือแป้ง เพื่อเป็นการตัดสายล่อฟ้าที่จะทำให้รัฐบาลพังพาบได้ง่าย ๆ ออกไปก่อน ให้กระบวนการจัดตั้งเรียบร้อย สามารถทำงานเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนก่อน หลังจากนั้นหากกระแสต่อต้าน หรือจ้องจะเล่นงานเบาบางลง ค่อยมาว่ากันอีกทีในส่วนของคนที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ
การเดินเกมในลักษณะนี้ทำท่าว่าจะลงเอยได้ ซึ่ง ทางพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลยังเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะไม่มีปัญหาจนไปถึงขั้นถูกสั่งให้เป็นโมฆะ จุดนี้คงรู้กันดีอยู่แล้วด้วยพลังที่สนับสนุนอันแข็งแกร่ง ไม่น่าจะมีใครมาทำให้สิ่งที่ได้วางแผนกันไว้ทุกขั้นตอนต้องมีอันสะดุด โดยล่าสุด ทาง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องให้สำนักงานกกต.ให้ชี้แจง จากการที่มีผู้ร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคใด
เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงานกกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ตามขั้นตอนหลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงานกกต.แล้ว ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็สั่งยุติเรื่อง
ถ้ายึดตามแนวทางที่ แสวง บุญมี ชี้แจงผ่านโพสต์ก่อนที่จะลบทิ้งไปเมื่อวันอาทิตย์ พอจะเห็นแนวทางชี้แก้ต่างของกกต.แล้วว่า บาร์โค้ดเป็นการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของบัตร ไม่ได้กระทบหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ ประกอบกับทุกขั้นตอนมีระเบียบที่กำหนดให้ตรวจสอบได้ และแยกเก็บเอกสารเป็นระบบ ไม่มีใครเข้าถึงได้โดยพลการ แม้จะมีภาพบัตรที่มีบาร์โค้ดก็ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่าใครลงคะแนนให้ใคร
โดยแสวงยังได้ชี้ด้วยว่า ถ้ามีใครพยายามสืบย้อนหลังก็เป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ปัญหาของระบบ พูดง่าย ๆ เป็นการปกป้องกกต.ว่าวางระบบไว้ดีแล้ว กรรมการกกต.และเลขาฯ กกต.หรือผู้บริหารไม่มีใครที่จะไปกระทำการเช่นนั้น เป็นการยืนกรานเรื่องการเลือกตั้งเป็นไปตามหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ ถ้าข้อมูลจะรั่วก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่หรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการโยนบาปให้ผู้ที่จะเป็นแพะ แต่ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร มาถึงนาทีนี้คงต้องยอมรับกันว่าศรัทธา ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกกต.ซึ่งน้อยนิด ไม่น่าจะเหลืออยู่แล้ว พึงระวังว่าวิกฤตศรัทธามันจะลุกลามกลายเป็นหายนะโดยไม่รู้ตัว
อรชุน