เปิดหุ้นได้-เสียประโยชน์ รับบาทแข็ง รอบ 4 ปี

“บล.ดาโอ”ประเมินเงินบาทแข็งค่าในรอบ 4 ปี แตะ 31.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชี้กลุ่มการบิน–ไฟฟ้า–พลังงาน รับกำไรทางบัญชีจากหนี้ดอลลาร์ ชู TOP, AAV, BGRIM เด่นสุด ฟากกลุ่มอาหาร–อิเล็กทรอนิกส์เผชิญแรงกดดันกำไร


โค้งสุดท้ายปี 2568 ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางกำไรและผลตอบแทนของหลายอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย โดยเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ล่าสุด ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี หรือแข็งค่าขึ้นราว 4% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นไตรมาส และ 10% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี

แน่นอนเหรียญมีสองด้าน เมื่อเงินบาทแข็งค่าต่อเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มส่งออก อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจเผชิญแรงกดดันผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามหลังดัชนี ขณะที่กลุ่มสายการบิน โรงไฟฟ้า และพลังงาน เตรียมรับอานิสงส์เชิงโครงสร้างต้นทุนและผลบวกทางบัญชีจากเงินกู้สกุลดอลลาร์

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวดีกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มากที่สุด ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) ซึ่งมีภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 40.00 บาท โดย TOP มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาคิดเป็น 64% ของหนี้ทั้งหมด และมีหุ้นกู้คงค้างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาที่เหลืออยู่ 1,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดาโอประเมินว่า ทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จะส่งผลให้บริษัทมีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Foreign Exchange Gain) ราว 1,460 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผลจากการทำประกันความเสี่ยงหรือโครงสร้างป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติของบริษัท

บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ได้รับคำแนะนำ “ขาย” ด้วยราคาเป้าหมาย 1.05 บาท โดย AAV มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริการาว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดาโอประเมินว่า ทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จะทำให้บริษัทมีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหลังหักภาษีราว 800 ล้านบาท ขณะที่ สัดส่วนค่าใช้จ่ายสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าเครื่องบิน และค่าซ่อมบำรุง ยังสูงกว่ารายได้จากการจำหน่ายตั๋วในต่างประเทศเล็กน้อย

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 20.00 บาท โดย BGRIM มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริการาว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดาโอประเมินว่า ทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จะทำให้บริษัทมีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 250 ล้านบาท

ขณะที่ หุ้นที่มีโอกาสเสียประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าและเสี่ยงเคลื่อนไหวตามหลัง SET ได้แก่ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ITC) ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 20.00 บาท, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 14.00 บาท และ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (AAI) ได้รับคำแนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมาย 5.00 บาท

อุตสาหกรรมและหุ้นอื่นที่ได้รับผลบวกจากเงินบาทแข็งค่า ประกอบด้วย

1) กลุ่มสายการบิน เช่น THAI, AAV และ BA ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเป็นดอลลาร์สหรัฐอเมริกาสูงกว่ารายได้จากต่างประเทศเล็กน้อย

2) กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF, BGRIM และ GPSC ที่มีภาระเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในเชิงบัญชี แต่เป็นเพียงรายการทางบัญชีและไม่กระทบต่อกระแสเงินสดจริง

3) กลุ่มพลังงาน เช่น TOP และ PTTGC ซึ่งมีโครงสร้างหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในเชิงบัญชี ขณะที่ผลกระทบต่อ PTTEP และ SPRC มีจำกัดจากการใช้ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสกุลเงินหลักในการจัดทำบัญชีของบริษัท

อุตสาหกรรมและหุ้นที่เสียประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ได้แก่

1) กลุ่มอาหาร ซึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ โดยทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จะส่งผลให้กำไรของบริษัทได้รับแรงกดดันลดลงตามลำดับ ได้แก่ SUN -9%, ITC -8%, TU -7%, AAI -6% และ SAPPE -6%

2) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก โดยทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ประเมินกำไรลดลง KCE -6% และ HANA -5%

3) อุตสาหกรรมอื่นที่พึ่งพาการส่งออก ได้แก่ SAV ซึ่งมีทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โดยทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ประเมินกำไรลดลง 3% และ PRM ซึ่งมีรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในระดับใกล้เคียงกัน โดยทุกการแข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ประเมินกำไรลดลง 2–3%

Back to top button