
“กลุ่มแบงก์” โชว์ฟอร์มแจ่ม 68 ชนะดัชนี! โกยรีเทิร์นคับคั่ง-ยีลเกิน 6%
ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ-การเมืองปี 68 หุ้นกลุ่มแบงก์ โชว์ฟอร์มแข็งแกร่ง ชนะดัชนี ให้ผลตอบแทนส่วนต่างราคาคับคั่ง พร้อมอัตราเงินปันผลตอบแทนสูง 6–8% ต่อปี กำไรมั่นคง ราคาหุ้นส่วนใหญ่ยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โบรกชี้ KBANK–KTB เด่นสุดในธีม Value Play
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนให้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง นโยบายการเงินของประเทศหลักที่ผันผวน รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไร้ทิศทาง และนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็นแรงฉุดสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนเชิงพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมตลาดจึงเริ่ม “หมดเสน่ห์” วอลุ่มการซื้อขายเบาบาง และดัชนีอ่อนตัวลงเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี
ในเชิงตัวเลข ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ปรับตัวลดลงกว่า 10% หรือราว 140 จุด จากระดับ 1,400.21 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 สะท้อนถึงความท้าทายของตลาดทุนไทยในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม
ท่ามกลางภาพรวมดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงสนามของ “โอกาส” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยง นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างรอบคอบ ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นตามภาวะตลาด
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความผันผวนและการปรับฐานของตลาดโดยรวม หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์กลับสามารถสร้างความโดดเด่นและสวนกระแสตลาดได้อย่างชัดเจน สะท้อนจากดัชนีกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18% จากระดับ 400.20 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ระดับ 473.75 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568
ขณะที่ราคาหุ้นธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนชนะดัชนีตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลราคาหุ้นในปี 2568 พบว่า หุ้นกลุ่มธนาคารที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเกิน 20% ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK โดยเฉพาะ KTB ที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 34% จากระดับต้นปี
ขณะที่ KBANK และ KKP ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการทำกำไร ความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และบทบาทของกลุ่มธนาคารในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย
ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในปี 2568 มาจากความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะผลประกอบการที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 208,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 ยังคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และช่วยหนุนให้ผลประกอบการทั้งปี 2568 ออกมาโดดเด่น ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ทำให้หุ้นธนาคารถูกมองเป็นหุ้น Defensive ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในปี 2568
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นธนาคารจะปรับตัวขึ้นแรงในปีนี้ แต่ในเชิงมูลค่า หุ้นส่วนใหญ่ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยมีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาทิ KTB, KBANK, SCB, BBL, TTB, TCAP และ LHFG ขณะที่ค่า P/E ในปี 2568–2569 ของหลายธนาคารอยู่ในช่วงเพียง 6–10 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่การเลือกลงทุนอย่างมีคุณภาพและมีวินัย ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักที่ช่วยประคองพอร์ตการลงทุน และตอกย้ำบทบาทของหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยหลักของตลาดทุนไทย
ขณะเดียวกันบล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์(4 ธ.ค.68) ว่า กลุ่มธนาคารยังเป็น Value Play ที่น่าสนใจจากปันผลสูงและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยเลือก KBANK และ KTB เป็น Top Pick จากศักยภาพในการรักษาระดับเงินปันผลสูง และมีโอกาสปรับเพิ่มในอนาคต
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ แม้กำไรอาจชะลอเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากแรงกดดันของ NIM ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง
นอกจกนี้กลุ่มธนาคารยังโดดเด่นด้านฐานะการเงิน โดยมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ในช่วง 15–21% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 9.5% อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 6–8% ต่อปี
แน่นอนด้วยฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยรองรับความผันผวนของคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำภาพของหุ้นกลุ่มธนาคารในฐานะ หุ้น Defensive และ Value Play ที่นักลงทุนยังให้ความสนใจท่ามกลางมรสุมตลาด



