”เคลียร์คัต“ มรดกตระกูลดัง! ชนินทธ์ซื้อหุ้น ”ชนัตถ์และลูก“ ทะลุ 41% กุมบังเหียน DUSITแน่น

DUSIT แจ้ง ชนินทธ์ โทณวณิก เข้าซื้อหุ้นบริษัทโฮลดิ้ง “ชนัตถ์และลูก” เพิ่ม 1.2 ล้านหุ้นจาก สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวในตระกูล ส่งผลให้สัดส่วนถือหุ้นทะลุ 41% เข้าข่ายเป็นเจ้าของตามกฎหมาย ทำให้อำนาจกำหนดนโยบายของบริษัทโฮลดิ้ง และทิศทางของ DUSIT มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นภายในของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ได้เข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่เบอร์ 1 ของ DUSIT) จำนวน 1,200,000 หุ้น หรือคิดเป็น 15.96% จากนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวของนายชนินทธ์

ธุรกรรมดังกล่าวส่งผลให้ นายชนินทธ์ ขยับพอร์ตการลงทุนใน “ชนัตถ์และลูก” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมถือครองอยู่แล้ว กลายเป็นถือครอง 41.36% ของหุ้นทั้งหมด

ไฮไลต์สำคัญของดีลนี้ คือการที่สัดส่วนการถือหุ้นของนายชนินทธ์ในบริษัทโฮลดิ้งก้าวข้ามเส้น 30% ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. จะส่งผลให้ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด มีสถานะเป็น “บุคคลตามมาตรา 258” ของนายชนินทธ์ทันที ซึ่งมาตรา 258 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เป็นบทบัญญัติที่นิยาม “บุคคลที่เกี่ยวข้อง” (Related Persons) ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน เช่น คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลเหล่านั้นถือหุ้นเกิน 30% หรือมีอำนาจควบคุม ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน

นั่นหมายความว่า แม้นายชนินทธ์จะถือหุ้น DUSIT ในนามส่วนตัวเพียง 0.0618% แต่เมื่อนับรวมกับหุ้นที่ถือผ่าน “ชนัตถ์และลูก” ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่จำนวน 423,347,310 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 49.8055 ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด จะทำให้อำนาจการควบคุมและการตัดสินใจในฐานะหัวเรือใหญ่มีความเบ็ดเสร็จและชัดเจนตามกฎหมายหลักทรัพย์มากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้มีการรายงานแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม DUSIT ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของ “บริษัทแม่” ครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานทางตรง โครงสร้างคณะกรรมการ หรือนโยบายการดำเนินธุรกิจของดุสิตธานีแต่อย่างใด เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นภายในกลุ่มตระกูลเพื่อความเหมาะสมและเสถียรภาพในระยะยาวเท่านั้น

Back to top button