บล.พาย แนะสะสมหุ้นราคาต่ำ-ปันผลดี ชู BCH–ITC น่าลงทุน

บล.พาย ประเมินตลาดยังให้น้ำหนักธีม AI และโครงสร้างพื้นฐาน หลัง ISM ภาคผลิตสหรัฐต่ำกว่าคาดกด Bond Yield หนุนความหวังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% แนะเลือกหุ้นราคาขึ้นน้อย–ปันผลเด่นหลายกลุ่ม ชู BCH- ITC หุ้นเด่นแนะนำซื้อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐฯ จากสถาบัน ISM อยู่ที่ระดับ 47.9 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ตาม Bloomberg Consensus ที่ 48.3 และต่ำกว่าที่ สะท้อนภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่าตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักกับปัจจัยดังกล่าวมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยัง มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นความตึงเครียดระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐอเมริกา ประกอบกับความคาดหวังต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ยังเป็นธีมหลักของตลาด โดยหุ้นพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Exxon Mobil ปรับตัวขึ้น 2.2% และ Chevron ปรับตัวขึ้น 5.1%

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กดดันให้ US Bond Yield พบว่าผลตอบรับของข้อมูลเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวในแนวโน้มขาลง โดยเฉพาะในรุ่นอายุ 2 ปี ซึ่ง บ่งชี้ว่าตลาดยังคงคาดหวังต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลล่าสุดจาก CME FED Watch ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนัก 17.2% ต่อโอกาสที่ FED จะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนมกราคม

เมื่อมองปัจจัยในประเทศ ดัชนี SET Index ปิดบวก 1.6% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 45,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปีที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 30,000 ล้านบาท โดยแรงหนุนหลักยัง ค่อนข้างกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA มีผลต่อดัชนี 12 จุด, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มีผลต่อดัชนี 1.8 จุด และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีผลต่อดัชนี 1.6 จุด

ขณะที่หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปรับขึ้นราว 10% จากจุดต่ำสุดล่าสุด โดยนักวิเคราะห์มองว่า ตลาดได้ Price In ปัจจัยบวกด้านเงินปันผลไปพอสมควรแล้ว และกำลังจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งโดยปกติผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4 มักเป็นช่วงที่ไม่ค่อยโดดเด่น ทำให้นักลงทุนอาจต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร

สำหรับในช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามเพิ่มเติม ด้านกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์แนะนำให้เริ่มมองหาหุ้นที่ยังปรับขึ้นไม่มาก ราคาหุ้นไม่แพง และเริ่มมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อย่าง บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, หุ้นค้าปลีก อย่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO

หุ้นกลุ่มการเงิน อย่าง บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR, หุ้นท่องเที่ยว อย่าง บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, กลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS และหุ้นกลุ่มส่งออก อย่าง บริษัท ไอเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

อย่างไรก็ดี ฝ่ายนักวิเคราะห์มีมุมมองบวกต่อ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท โดยมองว่ากำไรสุทธิปี 2568 จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่องเดียวกันปีก่อน หนุนจากการเลื่อนฤดูกาลระบาดไข้หวัดใหญ่จากไตรมาส 3/2568 มาไตรมาส 4/2568 ซึ่งช่วยให้รายได้ไตรมาสที่ 4 เติบโต เมื่อเทียบกับช่องเดียวกันปีก่อน

อีกทั้งยังมีมุมมองบวกต่อ ITC แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 20.40 บาท รับแรงหนุนจาก ยอดขาย Pet Treats ที่พุ่งแรง ทำให้สัดส่วนสินค้ากลุ่ม Premium สูง 55% และแม้เป้ารายได้ปี 2569 จะอยู่ที่ 6–9% ต่ำกว่าคาดเดิม อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์คาดว่าจะได้อานิสงส์จากมาร์จิ้นที่ดีขึ้น เพราะสินค้าใหม่เป็นกลุ่ม Premium ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

Back to top button