DSI เตรียมล่าตัว “เอกภัทร-อธิภัทร-อรพินธุ์” เบี้ยวคดี MORE ลั่น “หนีบวช” ก็จับสึกได้

คืบหน้ามหากาพย์คดีหุ้น MORE ล่าสุด อัยการคดีพิเศษสั่ง DSI ขออนุมัติหมายจับคนตระกูลพรประภา “เอกภัทร-อธิภัทร-อรพินธุ์” หลังไม่มาฟังคำสั่งฟ้อง ลั่นแม้หนีไปบวชก็จับได้ ขณะที่พนักงานสอบสวนเร่งติดตาม พร้อมนัดผู้ต้องหาอีก 4 รายสำคัญเข้าฟังคำสั่งกลางเดือนก.พ.นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ม.ค. 69) มีความคืบหน้าคดีที่สะเทือนตลาดหลักทรัพย์ไทย อย่างคดีของ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจกว่า 4,500 ล้านบาท

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ว่า พนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหา 3 รายจากตระกูลพรประภา ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา, นายอธิภัทร พรประภา และนางอรพินธุ์ พรประภา เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งสามรายไม่เดินทางมาพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัดเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 เพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องต่อศาล

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า นายเอกภัทร พรประภา กำลังบวชอยู่ ยืนยันว่าการบวชไม่ทำให้หนีคดีอาญาได้พ้น และไม่ถือเป็นเอกสิทธิ์ในการคุ้มครองของบุคคลที่จะไม่ถูกดำเนินคดี การบวชไม่ใช่เหตุที่ทำให้พ้นผิด และวัดเองก็ไม่ใช่ที่ปลอดการบังคับใช้กฎหมายแต่อย่างใด เพียงแต่โดยมารยาท ทางเจ้าหน้าที่อาจจะต้องประสานให้มีการลาสิกขาก่อน ถ้าไม่ยอมสึกก็จะต้องถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นพระ ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากมีความผิดตามอาญาสามารถจะมีการสั่งให้สึกได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจจะประสานเจ้าอาวาสและเจ้าตัวผู้ถูกดำเนินคดี จากนั้นก็จะเอาตัวไปดำเนินตามกฎหมายต่อไป

โดยทางด้าน DSI  ได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายงานว่าวันนี้ได้นัดให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเข้ารายงานตัวต่ออัยการคดีพิเศษอีกครั้งในวันนี้ หากไม่มาจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ในวันที่ 16 ก.พ. 69 ยังเป็นวันนัดฟังคำสั่งฟ้องของผู้ต้องหาอีก 4 รายสำคัญที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ, นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ ซึ่งหากกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวไม่มาปรากฏตัวตามนัด อัยการจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอออกหมายจับต่อไปเช่นเดียวกัน

ทางด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ  ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในด้านกระบวนการทางกฎหมาย หลังจากได้รับหนังสือจากอัยการ ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ทาง DSI ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหา เพื่อนำตัวไปส่งฟ้องตามคำสั่งอัยการ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานเพื่อนัดหมายนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ แม้ในขณะนี้จะยังไม่ทราบเวลาที่พนักงานสอบสวนนัดหมายที่ชัดเจนก็ตาม

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน เนื่องจากสำนวนของ DSI เสร็จสิ้นแล้วและมีความเห็นสั่งฟ้อง ซึ่งสอดคล้องกับที่ทางอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง ตามปกติอัยการจะมีหนังสือแจ้งนัดหมายให้ผู้ต้องหามาพบเพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาล แต่หากผู้ใดไม่มาตามนัด อัยการจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการติดตามตัวมาให้ได้ และหากไม่สามารถติดตามได้ก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับ ซึ่งในกรณีคดี MORE นี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้เริ่มทำหน้าที่ติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. แล้ว

ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับกลุ่มผู้ต้องหาตระกูล “พรประภา” ว่ายังคงพำนักอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ เรื่องฝ่ายสืบสวนกำลังดำเนินการตามหน้าที่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกในส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่พบตัวผู้ต้องหาที่มีหมายจับ สามารถดำเนินการจับกุมเพื่อนำตัวส่งพนักงานอัยการให้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเริ่มต้นของคดี MORE เกิดขึ้นระหว่างปี 2563 ถึงปลายปี 2565 เมื่อกลุ่มผู้กระทำความผิดร่วมกันปั่นราคาหุ้น MORE จากระดับหลักสตางค์ขึ้นไปแตะเกือบ 3 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) พุ่งจาก 2,000 ล้านบาท สู่ 20,000 ล้านบาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 65 ได้มีการส่งคำสั่งซื้อแบบ ATO มูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท ผ่านบริษัทหลักทรัพย์กว่า 10 แห่ง โดยใช้หุ้นที่ถูกปั่นราคาแล้วมาเป็นหลักประกันในบัญชี Cash Account

เมื่อราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วในวันต่อมา ทำให้หลักประกันไร้มูลค่าและบริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายต้องแบกรับภาระความเสียหายมหาศาล จนนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและการดำเนินคดีใน 3 ฐานความผิดหลัก ได้แก่ คดีฉ้อโกง (มูลค่าความเสียหาย 4,500 ล้านบาท), คดีอั้งยี่ (เกี่ยวพันทรัพย์สิน 129 ล้านบาท) และ คดีปั่นหุ้น (มาตรการทางแพ่งมูลค่า 226 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นคดีที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยจนถึงปัจจุบัน.

 

Back to top button