
KTX กางเป้ารายได้ 1.3 พันล้าน ลุยออก DW18 รุกเอเชีย-มอง SET สิ้นปีทะลุ 1,650 จุด
KTX ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเตรียมฟื้นตัวแรง รับอานิสงส์ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าเอเชียรอบใหญ่ คาด SET Index สิ้นปีทะลุ 1,650 จุด ชี้เป้ากลุ่มแบงก์เป็น Safe Haven ลุยปรับโครงสร้างเพิ่มสัดส่วนรายได้ Non-Broker แตะ 50% ดันรายได้รวมทะลุ 1,300 ล้านบาท ชูเป้ารักษาแชมป์ DR พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ DW18 อ้างอิง 7 ดัชนีหลักเอเชีย บุกเบิกตลาด DW หุ้นเกาหลีใต้เป็นเจ้าแรกในไทย
ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ KTX เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในขณะนี้มีโอกาสฟื้นตัวและปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย รวมถึงปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากกว่า นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียหลายแห่งให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น
ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีโอกาสทะลุระดับ 1,600 จุด โดยทาง KTX ให้เป้าหมายดัชนีอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,650 จุด และมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุดได้ หากพิจารณาจากมูลค่าการซื้อขาย (Valuation) ปัจจุบันที่ระดับ P/E ประมาณ 16 เท่า ถือว่ายังไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีต แม้โครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนอาจยังไม่รองรับการพุ่งขึ้นแรงเหมือนในอดีต แต่ในระยะสั้นดัชนีมีโอกาสถูกปรับเพิ่มมูลค่า (Re-rate) ไปที่ระดับ 17-17.1 เท่าได้
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ แนะนำลงทุนในกลุ่มการเงิน (Financial) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) สำหรับนักลงทุนในขณะนี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสรับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะขาดแคลนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรงก็ตาม ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของไทยเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการขาดแคลนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (AI) และการพึ่งพาเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Traditional Economy)
รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุน ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรา 301 ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ได้รับการยกเว้น ประกอบกับสัดส่วนหุ้นกลุ่มส่งออกไปสหรัฐฯ ในตลาดหุ้นไทยมีไม่มากนัก
ม.ล.ทองมกุฎ กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ว่า การแข่งขันในปัจจุบันยังคงรุนแรงและเป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง (Sunset) หากพึ่งพารายได้จากค่านายหน้าการซื้อขายหลักทรัพย์ (Commission) เพียงอย่างเดียว โดยประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดรวมต้องอยู่ระดับ 55,000 ล้านบาทต่อวัน จึงจะทำให้ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมอยู่รอดได้โดยไม่ขาดทุน หากมูลค่าการซื้อขายลดลงต่ำกว่า 40,000 – 45,000 ล้านบาทต่อวัน จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการ
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ KTX ปัจจุบันสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13 จากอดีตที่เคยอยู่อันดับ 23 ในปี 2556 โดยเติบโตด้วยตัวเองโดยไม่ได้พึ่งพาการควบรวมกิจการ (M&A) และในปี 2569 บริษัทได้วางแผนธุรกิจในการเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ยกระดับสู่การเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุนที่ครบถ้วน ตอบโจทย์นักลงทุนครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ ข้อมูล บทวิเคราะห์ เครื่องมือการลงทุน และบริการ ไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน
พร้อมทั้งเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งจากโครงสร้างผู้ร่วมลงทุน 2 ฝั่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB สถาบันการเงินชั้นนำที่มีฐานลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศ และ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XPG ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ให้มากที่สุด รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือมีรายได้รวม 1,300 ล้านบาท เติบโต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 2.4% จากเดิม 2% โดยมีการปรับโครงสร้างรายได้ครั้งสำคัญ ลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Brokerage) ลงเหลือ 50% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่นายหน้า (Non-brokerage) เป็น 50% จากอดีตที่เคยมีสัดส่วน 60:40 ซึ่งรายได้ Non-brokerage ที่จะเพิ่มขึ้นมาจาก 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่
1.ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivatives Warrants – DW) เปิดโอกาสการลงทุนสู่ดัชนีชั้นนำของเอเชีย
2.ผลิตภัณฑ์ Structured Products ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการความซับซ้อนด้านการลงทุนมากขึ้น
3.ตราสารหนี้ และ Bond Connect ขยายโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้น (ปัจจุบันเติบโตจาก 200 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 1,400 ล้านบาทต่อเดือน)
4.ตัวแทนขายกองทุนรวม เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอย่างครบถ้วน โดยปัจจุบันเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากลูกค้าสถาบันมาอยู่ที่ 5% จาก 1%
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Brokerage ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งตามภาวะตลาดหุ้น ประกอบกับบริษัทมีฐานที่มั่นคงในฐานะผู้นำการซื้อขายตราสารแสดงสิทธิการลงทุนหุ้นต่างประเทศ (DR) โดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งการตลาดกลุ่ม DR เป็น 30% ในปี 2026 เพื่อรักษาตำแหน่งอันดับ 1 และเสริมบทบาทผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ลงทุนต่างประเทศที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย
ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “DW18” ซึ่งเน้นการลงทุนอ้างอิงดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุม 7 ดัชนีสำคัญ ได้แก่ HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 โดยถือเป็นผู้บุกเบิกตลาด DW อ้างอิงดัชนีเกาหลีใต้ (KOSPI200 และ KOSDAQ150) เป็นรายแรกของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสในตลาดเอเชียได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทยและแอปพลิเคชัน Streaming นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มบริการแพลตฟอร์ม “KTXInvestMe” ซึ่งเป็น Investment Hub ด้านการลงทุน DW พร้อมเครื่องมือจาก TradingView รวบรวมทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ บทวิเคราะห์ คอนเทนต์ความรู้ และเครื่องมือการลงทุนสำหรับ DW โดยเฉพาะ (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.ktxinvestme.com/th)

