BOI ฉลุยลงทุน 1.8 ล้านลบ. เปิด 30 หุ้นรับอานิสงส์ ดักเก็บ GULF-BGRIM-DELTA-ADVANC โดดเด่น

“บีโอไอ” เขย่ากระดานลงทุนโชว์ยอดขอส่งเสริมปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.8 ล้านล้านบาท เปิดทาง 30 หุ้นรับอานิสงส์ เม็ดเงินดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ไหลแรง หนุนดีมานด์ไฟฟ้า-โครงสร้างพื้นฐานพุ่ง โบรกฯ ชี้โรงไฟฟ้าเด่นสุด นำโดย GULF-BGRIM-GPSC เสริมงานระบบ GUNKUL ดิจิทัล-สื่อสาร-นิคม รับเต็ม ADVANC-TRUE-WHA-AMATA อุตสาหกรรม-อาหาร-ปิโตรเคมี ร่วมวง DELTA-KCE-HANA-CPF-ITC-PTTGC ปิดท้าย EASTW-WHAUP รับดีมานด์น้ำ EEC


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 1,876,653 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกัน ช่วงครึ่งแรกปี 2568 (มกราคม–มิถุนายน) บีโอไอได้อนุมัติโครงการลงทุนรวมมูลค่า 904,063 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นโครงการที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมแล้ว ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 652,903 ล้านบาท

จากสถิติที่ผ่านมา การลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจะทยอยเกิดขึ้นตามลำดับ โดยในปีแรกจะมีการลงทุนประมาณ 30-50% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ปีที่สองราว 30% และปีที่สามอีกประมาณ 20-40% ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนที่จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67% นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

5 อันดับลงทุนสูงสุด

กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่   (1) อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

(2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา, บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

(3) อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่าง ๆ

(4) อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์

(5) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์  58,396 ล้านบาท 267 โครงการ มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445 โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ เป็นต้น

การขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมให้ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 473 โครงการ เงินลงทุนรวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต

สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ (1) สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ (2) ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ (3) จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ (4) ญี่ปุ่น 119,098 ล้านบาท 311 โครงการ (5) สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ (6) สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ (7) ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ (8) เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ (9) ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ และ (10) สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท 10 โครงการ ทั้งนี้การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

ส่วนในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากบีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

“ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานในไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของบีโอไอที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน และต่อยอดจากซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งของไทย

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี”

 เปิดโผหุ้นรับลงทุนบีโอไอ

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนผ่านการส่งเสริมของ BOI ยังคงมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวก โดยแบ่งออกเป็น 5 ธีมหลัก ดังนี้ 1) ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและดิจิทัล (เม็ดเงินลงทุนสูงสุด) การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์ อาทิ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM

กลุ่มสื่อสารและดิจิทัล อาทิ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อย่าง บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA

2) กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA,บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET โดยนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ได้อานิสงส์ทางอ้อม

3) กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า/ยานยนต์/แบตเตอรี่ สอดรับกับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พลังงานและแบตเตอรี่  GPSC กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH, บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT, บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY รวมทั้งห่วงโซ่พลังงาน: บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ นิคมอุตสาหกรรม อย่าง WHA, AMATA

4) กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี วัสดุ และการรีไซเคิล  โดยกลุ่มวัสดุและปิโตรเคมีที่มุ่งสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและความยั่งยืน อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC

5) กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร/ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ธีมความมั่นคงทางอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังเติบโตต่อเนื่อง กลุ่มอาหาร  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT, บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG

หุ้นอาหารสัตว์เลี้ยงและแปรรูป อาทิ  บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

กลุ่มโรงไฟฟ้าเด่นสุด

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)ประเมินว่า การลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญมากที่สุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7 แสนล้านบาท ทั้งนี้มองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 3–4 พันเมกะวัตต์ในปี 2571

สำหรับผลประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนแรก คือ การประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านต้นทุนระบบสายส่ง หุ้นที่ได้รับประโยชน์และเป็นหุ้นแนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ส่วนที่สอง คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและวางระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงข่าย โดยหุ้นในกลุ่มนี้ ได้แก่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ คือ กลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำในพื้นที่ EEC ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวก ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP และ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW

Back to top button