
“ชัยยศ” ชี้ SET มีเสถียรภาพ รับการเมืองชัด ชู BEM–AWC พื้นฐานแกร่ง
“ชัยยศ จิวางกูร” ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ ไม่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างจากประเด็นร้อนนับคะแนน มองการเมืองชัดช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมแนะ BEM–AWC เป็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งน่าลงทุน
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 หลังผลการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แม้จะยังมีเสียงตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการนับคะแนนและการจัดการเลือกตั้งของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในมุมมองนักวิเคราะห์ เห็นว่าประเด็นดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ส่งผลต่ออันดับพรรคการเมืองหลักหรือสถานะการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นักวิเคราะห์ประเมินว่า แม้ในเชิงจิตวิทยาการลงทุนอาจเกิดความกังวลในระยะสั้น แต่หากมองในภาพรวมแล้ว ผลการเลือกตั้งยังไม่เปลี่ยนแปลงลำดับพรรคการเมืองอันดับ 1–2 อย่างมีนัยสำคัญ และไม่กระทบต่อโครงสร้างการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ประเด็นเรื่องการนับคะแนนจึงถูกมองเป็นเพียงปัจจัยด้านเซนติเมนต์มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาด
โดยในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ มองว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่หนุนกระแสเงินทุนไหลเข้าในช่วงต้นปีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากแต่มีแรงสนับสนุนหลักจากการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในบาสเก็ตเดียวกับไทยและฟิลิปปินส์ ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนหมุนกลับเข้ามาในตลาดภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเหนือความคาดหมาย โดยพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยและมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ช่วยเสริมภาพความมั่นคงทางการเมืองในระยะถัดไป ซึ่งทำหน้าที่เป็น “แรงเสริม” ให้กับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาอยู่แล้ว โดยนักวิเคราะห์เปรียบเทียบลักษณะการตอบรับของตลาดหุ้นไทยคล้ายกับกรณีของญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง
สำหรับประเด็นการปรับน้ำหนักของดัชนีโลก นักลงทุนยังจับตาการคำนวณรอบถัดไปของ MSCI ซึ่งในรอบล่าสุดยังไม่รวมประเด็นของอินโดนีเซีย โดยกระแสเงินที่เข้ามาในช่วงนี้จึงถูกมองว่าเป็นเงินลงทุนเชิงรุก (Active Flow) ที่เข้ามาล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างน้ำหนักในอนาคต
ในส่วนของหุ้นที่ถูกปรับออกจากการคำนวณดัชนี นักวิเคราะห์มองว่าการถูกขายออกอาจเป็นโอกาสการลงทุนได้ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจและรอความชัดเจนของผลประกอบการก่อน เนื่องจากหากงบออกมาต่ำกว่าคาด อาจเกิดแรงขายเพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปข้างหน้า หากรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายเพิ่มกำลังซื้อ เช่น มาตรการลักษณะ “คนละครึ่ง” จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นธีมที่ตลาดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ เชิงกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัวหรือเข้าใกล้ภาวะ Overbought จึงไม่แนะนำไล่ซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงแล้ว แต่ให้มองหาหุ้นที่ราคายังอยู่ในโซนล่างและมีพื้นฐานรองรับ
ฝ่ายนักวิเคราะห์จึงแนะนำหุ้นเด่นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยมองว่าหลังช่วงโควิด รายได้และกำไรของบริษัททยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ล่าสุดมีกำไรมากกว่า 3,000 ล้านบาท จากปีก่อน ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวดังกล่าว ส่งผลให้ Valuation อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในอนาคต จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 8 บาท
อีกหนึ่งหุ้นที่แนะนำบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศของ AWC สูงกว่า 90% ทำให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการท่องเที่ยวฟื้นตัว ประกอบกับโมเมนตัมผลประกอบการไตรมาส 4 ที่อยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่าจะเติบโตทั้งไตรมาสต่อไตรมาสและปีต่อปี โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 2.75 บาท