CGSI คาดกำไรค้าปลีกไตรมาส 4 หดตัว 7.9% ชู MRDIYT-MOSHI เด่นสวนตลาด

CGSI ประเมินกำไรค้าปลีกไตรมาส 4/68 ร่วง 7.9% ขณะที่ไตรมาส 1/69 ยอดขายยังซึม โดยเฉพาะกลุ่มตกแต่งบ้าน แนะชะลอลงทุน ชู MRDIYT และ MOSHI เป็น Top Pick โตสวนตลาด ย้ำภาพรวมยัง "Neutral" รอสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยคาดการณ์ว่าในไตรมาส 4/68 บริษัทค้าปลีกที่ทำการศึกษาทั้ง 9 บริษัท ได้แก่ BJC, CPALL, CRC, CPAXT, DOHOME, GLOBAL, HMPRO, MOSHI และ MRDIYT จะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 1.69 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลง 7.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งการเติบโตรายไตรมาสนั้นได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านฤดูกาลเป็นหลัก ในขณะที่การปรับตัวลดลงรายปีเป็นผลมาจากอัตรากำไรที่หดตัว รวมถึงการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ที่ลดลง

สำหรับรายละเอียดรายกลุ่ม พบว่ากลุ่มผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มผลประกอบการอ่อนตัวลงมากที่สุด โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะลดลง 11% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่มีแนวโน้มหดตัวจากการผสมผสานสินค้า (Product Mix) ซึ่งสัดส่วนยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (Non-food) ที่มีอัตรากำไรสูงนั้นมีปริมาณลดน้อยลง ประกอบกับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A/Revenue) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยกดดันให้อัตรากำไร EBIT ลดลงประมาณ 70 basis points (bp) เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้าน (Home improvement) แม้จะมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบในอัตราที่มากกว่า แต่ผลประกอบการโดยรวมไม่ได้ย่ำแย่เท่ากับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยคาดว่ากลุ่มนี้จะมีกำไรสุทธิลดลงเพียง 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับอานิสงส์จาก GPM ที่เพิ่มขึ้น เพราะสัดส่วนยอดขายสินค้า House brand สูงขึ้น และต้นทุนสินค้านำเข้าลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้อัตรากำไร EBIT น่าจะลดลงเพียง 40bp เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่า ผลกำไรที่อ่อนตัวในไตรมาส 4/68 จะเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกในช่วงฤดูประกาศผลประกอบการในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า และมองว่าหากราคาหุ้นมีการปรับตัวลงในระยะสั้น ยังไม่ใช่จังหวะในการเข้าซื้อ เนื่องจากแนวโน้มยอดขายในไตรมาส 1/69 ยังคงอ่อนตัว โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ในกลุ่ม Home improvement ที่น่าจะยังมี SSSG ติดลบตั้งแต่ต้นปี (YTD) นอกจากนี้ ยังมองว่าการคาดการณ์ของตลาด (Consensus) ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่แง่ดีเกินไป จึงคาดว่า Bloomberg consensus อาจมีการปรับลดประมาณการกำไรลงหลังจากนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม Home improvement ที่สมมติฐานยอดขายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หุ้นเด่น (Top pick) ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ แนะนำในกลุ่มค้าปลีกไทย ได้แก่ MRDIYT และ MOSHI ซึ่งมีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นบริษัทค้าปลีกเพียงสองรายในกลุ่มที่ศึกษาที่คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโต เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาส 4/68 โดย MRDIYT คาดว่าจะเติบโต +30.6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ MOSHI เติบโต +18.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการเพิ่มยอดขายและ GPM จึงเชื่อว่าผลกำไรที่แข็งแกร่ง ประกอบกับแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการหลังรายงานงบ จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงฤดูประกาศผลประกอบการ

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังประเมินว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกมีโอกาสปรับตัวขึ้นระยะสั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเมษายน จากผลดีของฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่แท้จริง โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ อาทิ เครื่องดื่มพร้อมดื่ม, เครื่องปรับอากาศ และพัดลม ซึ่งมียอดขายลดลงในปีที่แล้วจากปรากฏการณ์ลานีญา รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทำให้ฐานเปรียบเทียบง่ายขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่า SSSG ของ BJC, CPALL, CRC และ HMPRO จะเริ่มดูดีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 แต่ย้ำว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการเติบโตทางสถิติมากกว่าการเติบโตเชิงโครงสร้าง และไม่ควรตีความว่าเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภค

โดยสรุป ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยังคงคำแนะนำ คงน้ำหนักการลงทุน” (Neutral) ในกลุ่มค้าปลีกของไทย เพราะแม้ว่ายอดขายอาจเติบโตสูงขึ้นจากฐานที่ต่ำ แต่ปัจจุบันการฟื้นตัวของอุปสงค์ยังไม่ชัดเจน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดประมาณการกำไร และอุตสาหกรรมค้าปลีกยังขาดปัจจัยบวกช่วยหนุน จึงแนะนำให้เลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) มากกว่าการลงทุนทั้งกลุ่ม โดยเน้นบริษัทที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม กลุ่มค้าปลีกจะมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside risk) หากนโยบายของรัฐบาลใหม่มีความน่าเชื่อถือและเน้นผลักดันการเติบโต รวมถึงหากธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนความเสี่ยงด้านลบ (Downside risk) จะมาจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบต่อ SSSG ของบริษัทค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นซึ่งจะกดดันอัตรากำไร (Margin) ของผู้ประกอบการ

Back to top button