
CGSI คงน้ำหนัก “หุ้นแบงก์” แนะสอย SCB-KTB รับปันผลสูง 8%
CGSI คาดสินเชื่อแบงก์ปี 69-71 โตต่ำ 0.7-2% กำไรซึม แต่ปันผลสูง 6% แนะ "คงน้ำหนัก" ชู SCB-KTB เด่น ยีลด์พุ่ง 8.1% มองไตรมาส 1/69 ธุรกิจรายใหญ่-SME แห่กู้เติมทุนหมุนเวียน
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับผลสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 1/69 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและรีไฟแนนซ์ ในขณะที่ความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนคาดว่าจะยังคงทรงตัว
สำหรับสินเชื่อภาคครัวเรือนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันเพื่อการบริโภค อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาวุโสเชื่อว่า ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในไตรมาส 1/69 จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฐานที่สูงในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ผลิตรถยนต์ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและแคมเปญโปรโมชั่นเชิงรุกไปแล้วในช่วงไตรมาส 4/68 เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี
ทั้งนี้ ผลสำรวจของ ธปท. ยังสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินน่าจะยังคงรักษามาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และ SME เนื่องจากเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาวุโสมองว่าคุณภาพสินเชื่อ SME ในไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า และ/หรือความต้องการสินค้าที่ชะลอตัว ส่วนมาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนโดยรวมน่าจะยังใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ท่ามกลางความกังวลหลักเรื่องสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 86.8% ณ สิ้นไตรมาส 3/68 ประกอบกับตัวเลข GDP ที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำในปี 2569
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้ประมาณการว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีสินเชื่อขยายตัวเพียง 0.7-2.0% ในช่วงปี 2569-2571 และคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) จะลดลง 12 basis points (bp) จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากการที่ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2568 ในขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่ากลุ่มธนาคารจะมีกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) อยู่ในช่วง -5.4% ถึง +3.4% และกำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ในช่วง -3.8% ถึง +4.5% ในปี 2569-2571
ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงยังคงคำแนะนำ “คงน้ำหนักการลงทุน” (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย แม้คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 2569-2570 แต่จะถูกชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงในระดับ 6.0% ในปี 2569 โดยปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ระดับ 0.73 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 0.64 เท่าเพียงเล็กน้อย โดยเลือก SCB และ KTB เป็นหุ้นเด่น (Top pick) เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.4-8.1% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571
อย่างไรก็ดี กลุ่มธนาคารอาจมีความเสี่ยงด้านลบ (Downside risk) หากหนี้เสีย (NPL) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วนความเสี่ยงด้านบวก (Upside risk) จะมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มีนักชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงปัจจัยหนุนจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้