BCP รายได้โรงกลั่น-พลังงานสะอาดพุ่ง ดันกำไรปี 68 โต 32% แตะ 2.88 พันลบ.

BCP รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,879.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.85% จากปีก่อน รับแรงหนุนธุรกิจโรงกลั่นได้อานิสงส์ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่การรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เสริมแกร่งของผลประกอบการท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลก


บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,879.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.85 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,184.09 ล้านบาท เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพรวมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากค่าเฉลี่ย 80.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2567 เหลือ 69.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2568 จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าและภาษี

ขณะที่ด้านอุปทาน กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบ OPEC+ ตัดสินใจเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม 2568 รวมถึงความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนและอยู่ในทิศทางอ่อนตัว

อย่างไรก็ดี แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลง แต่โรงกลั่นบางจากสามารถเพิ่มปริมาณการกลั่นเฉลี่ยตลอดปี 2568 อยู่ที่ 263.7 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) เพิ่มขึ้น 5.3 พันบาร์เรลต่อวันจากปีก่อน เนื่องจากโรงกลั่นพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน และโรงกลั่นศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/2568

นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (กลุ่ม Middle Distillates) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากภาวะอุปทานตึงตัว โดยสต็อกน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี การทยอยปิดโรงกลั่นถาวรในทวีปยุโรป การปิดซ่อมบำรุงนอกแผนของหลายโรงกลั่นทั่วโลก และความกังวลด้านอุปทานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Crack Spread) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA เพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าการกลั่นพื้นฐานในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 6.72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่อยู่ที่ 4.95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวส่งผลให้บริษัทรับรู้ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Loss) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ด้านกลุ่มธุรกิจการตลาด ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันขยายตัวเล็กน้อยจากปีก่อน ท่ามกลางภาวะตลาดที่อ่อนตัว โดยการเติบโตมาจากความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าในตลาดอุตสาหกรรมไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ขณะที่ยอดจำหน่ายธุรกิจค้าปลีกทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดธุรกิจค้าปลีกในระดับแข็งแกร่งที่ 28.9% ในปี 2568

ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา หลังค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า จาก 29 เหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 270 เหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568

รวมถึงการรับรู้ผลดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้งโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ช่วยชดเชยผลกระทบจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย การจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 และการหยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์ตามแผนการจำหน่ายเงินลงทุนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568

ขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสามารถทำกำไรได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่อ่อนตัว ส่วนกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับผลกระทบจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลงตามตลาดโลก รวมถึงปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง โดยหลักจากการจำหน่ายแหล่งผลิต Yme ในช่วงปลายปี 2567 และปริมาณการจำหน่ายต่ำกว่ากำลังการผลิตตามสัญญา (Underlift) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

Back to top button