
SUPER รับเงิน 985 ล้านบาท หลังปิดดีลขายหุ้น GL ให้กลุ่ม “Levanta”
SUPER ปิดดีลขายหุ้นโครงการลม Gia Lai 80% ให้กลุ่ม Levanta มูลค่า 31.78 ล้านดอลลาร์ เหลือถือ 19.9% พร้อมค้ำประกันเงินกู้ต่อชั่วคราว รอผู้ซื้อรีไฟแนนซ์ไม่เกิน 6 เดือน
บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามมติคณะกรรมการเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขบังคับก่อน เพื่อจำหน่ายหุ้นของ HBRE Gia Lai Wind Joint Stock Company (GL) ให้แก่ Levanta Vietnam Pte. Ltd. และ Levanta Holding 2 Pte. Ltd. รวมเรียกว่า “กลุ่ม LEVANTA” นั้น
โดยบริษัทขอรายงานความคืบหน้าว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซุปเปอร์ วินด์ เอนเนอร์ยี จำกัด (SWE) และ ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี กรุ๊ป จำกัด (SEG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้น GL รวมสัดส่วน 80% ภายใต้ธุรกรรมครั้งที่ 1 ให้แก่กลุ่ม LEVANTA แล้วเสร็จ มูลค่ารวม 31.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 985.31 ล้านบาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ 31.003 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยภายหลังการโอนหุ้น ส่งผลให้ SWE เหลือสัดส่วนถือหุ้นใน GL ที่ 19.919% และ GL สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทได้รับหนังสือจากธนาคารผู้ให้สินเชื่อโครงการแก่ GL ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กำหนดให้กลุ่มบริษัทยังคงภาระค้ำประกันเงินกู้โครงการเต็มจำนวน 100% ภายหลังการจำหน่ายหุ้นครั้งที่ 1 โดยจะยังคงค้ำประกันต่อไปจนกว่ากลุ่ม LEVANTA จะดำเนินการ Refinance เงินกู้กับสถาบันการเงินแห่งใหม่แล้วเสร็จ ซึ่งจะไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันปิดธุรกรรม ทั้งนี้ ปัจจุบันการดำเนินการ Refinance มีความคืบหน้าอย่างมากและคาดว่าจะเสร็จภายในกำหนด
บริษัทระบุว่า การดำรงภาระค้ำประกันดังกล่าวถือเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุคคลเกี่ยวโยง และเป็นการค้ำประกันโดยไม่มีค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้นำมูลค่าเงินกู้คงเหลือ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มารวมคำนวณขนาดรายการตามเกณฑ์มูลค่ารวมสิ่งตอบแทนแล้ว จึงไม่เข้าข่ายรายการที่ต้องเปิดเผยสารสนเทศเพิ่มเติมต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เมื่อกลุ่ม LEVANTA ดำเนินการ Refinance และชำระคืนหนี้ทั้งหมดแล้ว ภาระค้ำประกันของกลุ่มบริษัทจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ บริษัทจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
ด้าน นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SUPER) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทฯได้รับเงินจากการจำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัทย่อย คือ HBRE Gia Lai Wind Joint Stock Company ให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ Levanta Vietnam Pte. Ltd. และ Levanta Holding 2 Pte. Ltd. (กลุ่ม LEVANTA) บริษัทในเครือ Actis Energy Fund 5 กองทุนพลังงานในประเทศอังกฤษ คิดเป็นสัดส่วนรวม 80% มูลค่ารวมทั้งสิ้น 31.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 985.31 ล้านบาท
โดยการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้รับไปใช้ชำระคืนหนี้สินจากสถาบันการเงิน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย นำไปขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ HBRE Gia Lai Wind Joint Stock Company เป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในประเทศเวียดนาม โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ภายใต้โครงการ HBRE Chu Prong Wind Farm กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ ที่อำเภอ Chu Prong จังหวัด Gia Lai ประเทศเวียดนาม โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564
“เม็ดเงินที่ได้รับในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัวด้านกระแสเงินสด เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในด้านการสร้างรายได้ใหม่ สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายจอมทรัพย์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดในระดับที่เพียงพอ และมีวงเงินกู้ยืมที่สามารถรองรับการขยายการลงทุนในโครงการใหม่ นอกจากนี้ SUPER ยังมีรายได้ประจำจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าที่ได้รับการประมูลในประเทศไทย รวมกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จำนวน 185 เมกะวัตต์ สนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลประกอบการในระยะยาวและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ
อนึ่ง ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตาม PPA รวม 2,069.25 เมกะวัตต์ ขณะที่มีกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว 1,432.28 เมกะวัตต์และตั้งเป้าหมายในปี 2569 เพิ่มกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์เป็น 1,531.28 เมกะวัตต์ จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนามกำลังการผลิตรวม 99 เมกะวัตต์

