
GULF ควักเงิน 581 ลบ. ซื้อ KBANK ระลอกใหม่ 2.95 ล้านหุ้น ดันถือ 10.03% ขึ้นแท่นเบอร์ 2
สำนักงาน ก.ล.ต. รายงานว่า GULF เข้าซื้อหุ้น KBANK เพิ่ม 2.95 ล้านหุ้น ส่งผลให้ถือหุ้นรวม 235.81 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.0298% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ก.พ. 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลผ่านแบบรายงาน 246-2 ว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้รายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569

โดย GULF เข้าซื้อหุ้น KBANK จำนวน 2,949,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.1254% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 197 บาท มีมูลค่าซื้อขายรวม 581.07 ล้านบาท ทำรายการผ่าน บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท หลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอ็กซ์ จำกัด
ทั้งนี้ภายหลังจาก GULF เข้าซื้อหุ้น KBANK เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้ถือหุ้นรวมทั้งหมด 235,805,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.0298% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท จากเดิมถือจำนวน 232,855,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9.9044% ดังนั้นส่งผลให้ GULF ขยับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2

สำหรับภาพรวมข้อมูลผุ้ถือหุ้น ณ วันที่ 11 ก.ย. 2568 ดูจากตารางประกอบ

หากพิจารณาย้อนหลัง จะพบว่า GULF เริ่มปรากฏชื่อในบัญชีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ KBANK ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2567 โดยถือหุ้นจำนวน 20,542,400 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.87% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด
ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม 2568 บริษัทได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 77,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.25% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของธนาคาร ถือเป็นการขยับสถานะอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 2568
จากนั้น วันที่ 18 เมษายน 2568 บริษัทเพิ่มการถือครองเป็น 82,679,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.49% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4
อย่างไรก็ดี วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 มีการจำหน่ายหุ้นออกจำนวน 9,145,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.386% ภายหลังการขาย บริษัทถือหุ้นโดยตรง 109,607,100 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.626% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด และเมื่อรวมบุคคลที่เกี่ยวข้อง สัดส่วนรวมอยู่ที่ประมาณ 4.63%
ต่อมา วันที่ 14 ตุลาคม 2568 GULF กลับมาเพิ่มสัดส่วนอีกครั้ง โดยเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม 5,399,600 หุ้น หรือราว 0.22% ส่งผลให้ถือหุ้นรวม 119,149,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.0288% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ และดำรงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4

