
“กรภัทร” ชี้ภาษีสหรัฐ กระทบจำกัด อัปเป้า SET 1,680 จุด รับ New CAPEX Cycle ชู 7 หุ้นเด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” ชี้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เหตุภาษีใหม่ขยับไม่มากและคู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน พร้อมอัปเป้า SET ปี 2569 แตะ 1,680 จุด รับกระแส New CAPEX Cycle หนุนเม็ดเงินลงทุน AI Infrastructure-Data Center ชู GULF-GPSC-PTT-KBANK-BBL-AMATA-ADVANC เด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ว่า กรณีสหรัฐฯเตรียมนำมาตรา 301 มาใช้พิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทยนั้น ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทยในวงจำกัด โดยหลักเป็นเพียงผลกระทบเชิงจิตวิทยาระยะสั้น เนื่องจากมาตรการดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มบังคับใช้จริง และยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือ Public Hearing ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ นำมาตรา 301 มาใช้ต่อจากมาตรการภาษีชั่วคราวเดิมผ่านมาตรา 122 ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 อัตราภาษีที่อาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 12.5% ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก และไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่มเติมซ้อนจากฐานเดิม ขณะที่หลายประเทศคู่แข่งของไทยมีแนวโน้มถูกเรียกเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน จึงไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน สินค้าหลายกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของสหรัฐฯ เช่น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ PCB Assembly อุปกรณ์สื่อสาร สมาร์ทโฟน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ มีแนวโน้มได้รับการยกเว้นหรือได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้า โดย KSS ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทยเพิ่มเติมเพียงราว 1-2 Basis Points เท่านั้น
นอกจากนี้ KSS ประเมินว่า ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจากการตั้งกำแพงภาษี หรือ Tariff ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาสินค้า หรือ Price in ไปแล้วประมาณ 70 Basis Points หลังตลาดรับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า ทำให้ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจากมาตรการภาษีมีแนวโน้มทยอยจางลงในช่วง 1 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป
นายกรภัทรกล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสการลงทุนรอบใหม่ในเอเชีย หรือ The New CAPEX Cycle โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI, Data Center และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นคลื่นการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียนับตั้งแต่ช่วงปี 2546-2550 โดยประเทศที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนชัดเจน ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้าน Data Center และ AI Infrastructure ของภูมิภาค
จากปัจจัยดังกล่าว KSS ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ขึ้นเป็น 1,680 จุด จากเดิม 1,600 จุด หลังประเมินกำไรตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 96 บาทต่อหุ้น จากเดิม 94 บาทต่อหุ้น อิงค่า P/E ที่ 17.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีของตลาดหุ้นไทยที่ประมาณ 18.3 เท่า สะท้อนว่าตลาดยังมีส่วนลด และมีโอกาสฟื้นตัวต่อ หากวัฏจักรการลงทุนเริ่มชัดเจนขึ้น
สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแส New CAPEX Cycle ได้แก่ กลุ่มพลังงานและไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center โดยมีบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เป็นตัวเลือกเด่น หรือ Best Pick
นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG Base ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่มีความเสถียรสำหรับ Data Center มากกว่าพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน
ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะได้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management ตามกระแสเงินทุนโลก และในระยะกลางถึงยาวจากการฟื้นตัวของสินเชื่อตามวัฏจักรการลงทุน ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยแนะนำธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL
ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ถือเป็นด่านแรกที่ได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ FDI โดยแนะนำบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ส่วนกลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี แนะนำบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่งอยู่ในระบบนิเวศหลักของการขยายตัวด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
นอกจากนี้ KSS ยังประเมินว่า แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นไทย สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเอเชียและไทยในฐานะตลาดที่มีโอกาสรับเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ โดยไม่ได้เป็นเพียงการโยกเงินออกจากอินโดนีเซียเท่านั้น แต่เป็นการคัดเลือกตลาดที่มีธีมลงทุนชัดเจนกว่า โดยไทยยังมีจุดเด่นจากโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนของ BOI และโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center
สำหรับกรณีหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีสูงนั้น KSS มองว่ายังเป็นหุ้นที่มีบทบาทช่วยขับเคลื่อนดัชนีให้ผ่านแนวต้านสำคัญได้ แต่ด้วยระดับมูลค่าที่ค่อนข้างมีพรีเมียม จึงเหมาะกับการเก็งกำไรตามรอบมากกว่าการเป็นหุ้นหลักในธีมลงทุนระยะยาว
ขณะที่หุ้นในกลุ่มอื่น ๆ มีโอกาสทยอยฟื้นตัวตามวัฏจักรการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยว ไฟแนนซ์ โรงพยาบาล และค้าปลีก หากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายลง

