
สื่อนอกตีข่าว “เศรษฐา” เสนอดัน Big Reset แก้หนี้-หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นศก.ไทย
"เศรษฐา" เปิดใจผ่าน Financial Times ยอมรับไทยป่วยแต่รักษาได้ ชูโมเดล "Big Reset" แก้หนี้ครัวเรือน ดันแลนด์บริดจ์-พลังงานสะอาด ดึง Data Center ปั้นไทยกลับสู่เวทีโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างอิงสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลก Financial Times ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์และมุมมองด้านเศรษฐกิจของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านคอลัมน์ LETTER เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองต่อรายงานฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ระบุว่าประเทศไทยได้กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
โดยนายเศรษฐายอมรับว่าการวิเคราะห์อาการดังกล่าวนั้นไม่ผิดนัก แต่ในแง่ของการวินิจฉัยโรค ประเทศไทยยังมีหนทางรักษาที่เป็นไปได้ โดยประการแรกต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคผ่านการทำลายวงจรหนี้ครัวเรือนที่เป็นกับดักเรื้อรัง ชี้ชัดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบเดิมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญได้ เนื่องจากแรงส่งทางเศรษฐกิจถูกลดทอนด้วยภาระหนี้และความไม่แน่นอน
ดังนั้น การแจกเงินเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือมาตรการ “Big Reset” โดยอาศัยกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้าซื้อและบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างจริงจัง เพื่อเปิด “พื้นที่หายใจ” ให้ภาคครัวเรือนสามารถกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้พร้อมกับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปในคราวเดียวกัน
นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องยกระดับตนเองจากการเป็นเพียง “จุดหมายปลายทาง” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน 2 มิติหลัก ด้านแรกคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ระบบรถไฟเหนือ–ใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศ
ด้านที่สองคือการปรับปรุงกรอบกฎหมายให้ทันสมัย โดยเฉพาะการเปิดเสรีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวด เมื่อผนวกกับนโยบาย “Go Cloud First” จะช่วยส่งเสริมการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อันเป็นปัจจัยเร่งการผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี AI
ส่วนของภาคการท่องเที่ยว นายเศรษฐาเสนอให้ปรับทิศทางจากที่เคยเน้นเพียง “ปริมาณ” สู่การให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ควบคู่กัน โดยชูศักยภาพของไทยที่มีมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงชายหาด เพื่อสร้างความหลากหลายและแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ชะลอตัวดังที่สื่อต่างชาติได้วิเคราะห์ไว้ ท้ายที่สุด ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) อย่างเป็นระบบเพื่อเอื้อต่อนักลงทุน แม้จะเป็นแผนระยะยาวแต่ต้องเริ่มดำเนินการทันที
โดยนายเศรษฐามั่นใจว่า แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ด้วยพื้นฐานจุดแข็งของไทย ทั้งค่าครองชีพ สภาพภูมิอากาศ อาหาร บริการทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมสุขภาพ หากมีการปฏิรูปที่ถูกทิศทาง ไทยจะสามารถทวงคืนบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้ามได้

