
“กรรณ์” มอง SET ไปต่อ! แนะสะสมหุ้น “พื้นฐานแกร่ง” ก่อนทะลุ 1,450 จุด รับเสถียรภาพการเมือง
“กรรณ์ หทัยศรัทธา” CGSI มองตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซด์ จากแรงหนุนหุ้นขนาดใหญ่ และเสถียรภาพการเมือง ชูระดับ 1,400 จุดเป็นฐานแข็งแกร่ง แนะทยอยสะสมก่อนดัชนีทะลุ 1,450 จุด พร้อมมอง GULF เป็นผู้นำตลาด เป้าหมาย 66.50 บาท
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 16 ก.พ.69 ว่า ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะสั้น หลังหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวรายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะ DELTA และ MINT รวมถึงมีข่าวเชิงบวกจากหุ้นขนาดใหญ่รายอื่น ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ทั้งนี้มองว่าองค์ประกอบหลักของตลาดในช่วงนี้ยังเป็นแรงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนชัดเจน ทำให้ภาพรวมดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเชิงบวก
อีกทั้งในเชิงมูลค่า (Valuation) ระบุว่า ระดับดัชนีบริเวณ 1,400 จุด คิดเป็นค่า P/E ประมาณ 15 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับระดับในอดีต
ขณะเดียวกันปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น ถือเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยมองว่าหากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนในระดับสูง จะช่วยลดความเสี่ยงด้านนโยบายและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจ
โดยตลาดให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก โดยการที่ขั้วอำนาจปัจจุบันสามารถรวมเสียงได้หนาแน่นในระดับมากกว่า 320–330 เสียง ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องรัฐบาลล่มหากมีพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัว ซึ่งเป็นภาพที่ตลาดหุ้นชื่นชอบ
ขณะเดียวกัน ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน โดยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งตราบใดที่กระบวนการยังเป็นไปตามแผน ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อได้
ดังนั้นประเมินว่ากรอบดัชนีบริเวณ 1,400–1,450 จุด เป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะในการทยอยสะสมหุ้น เนื่องจากยังมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยมองว่าระดับ 1,400 จุดมีความแข็งแกร่งและโอกาสหลุดต่ำค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามหากดัชนีปรับขึ้นเหนือระดับ 1,450 จุด อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
สำหรับมุมมองรายหุ้น ระบุว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ถูกยกให้เป็น “ตัวนำของ SET” ในรอบนี้ โดยนักวิเคราะห์แนะนำว่าหากนักลงทุนมีหุ้นอยู่ในพอร์ตแล้วควรถือครองต่อ และยังไม่จำเป็นต้องรีบขาย เนื่องจากยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
โดยให้ราคาเป้าหมาย GULF ที่ 66.50 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาหุ้นบริเวณ 60 บาท ยังมีอัพไซด์ประมาณ 10% โดยการประเมินมูลค่าดังกล่าวได้รวมทั้งการเติบโตของธุรกิจเดิม เงินปันผล และการขยายธุรกิจใหม่ไว้แล้ว
ทั้งนี้บริษัทไม่ได้จำกัดการเติบโตอยู่เพียงธุรกิจโรงไฟฟ้า แต่ยังเดินหน้าขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจ ICT, Data Center และธุรกิจใหม่อื่น ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจดั้งเดิมและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว
ในด้านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ GULF ได้เข้าถือหุ้นใน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ในสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งตลาดมองเป็นปัจจัยเชิงบวก เนื่องจากเป็นการกระจายพอร์ตการลงทุนและเน้นรับผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยไม่มีการส่งตัวแทนเข้าไปแทรกแซงการบริหาร
ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง GULF และ KBANK ในเชิงกลยุทธ์ยังให้น้ำหนักการลงทุนใน GULF มากกว่า

