
BCP จ่อปิดดีล “เชฟรอนฮ่องกง” กลางปีนี้! ปักหมุดปี 73 อีบิทด้าแสนล้าน รายได้แตะ 1 ล้านลบ.
BCP เดินเกมรุกปูพรมความสำเร็จปี 69 จ่อปิดดีลยักษ์ซื้อกิจการ “เชฟรอนฮ่องกง” มูลค่า 8.3 พันล้านบาท กลางปีนี้ หวังต่อยอดธุรกิจ Trading-โลจิสติกส์ มั่นใจคืนทุนไวภายใน 7 ปี ดันยอดขายและกำไรเติบโตแกร่งสวนกระแสตลาดผันผวน พร้อมตั้งเป้าปี 73 ดัน EBITDA แตะ 1 แสนล้าน ด้านรายได้ 1 ล้านล้านบาท
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากช่วงปลายปี 2567 ที่อยู่ในระดับมากกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงมาอยู่เพียงระดับต้น ๆ ของ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2568 หรือลดลงเกือบ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ยอดขายในเชิงมูลค่าปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน แม้ว่าปริมาณการขายน้ำมันจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ การลดลงของราคาน้ำมันยังสะท้อนมายังตัวเลขทางบัญชีและผลการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการขาดทุนจากการตั้งสำรอง (Stop loss) ประมาณ 7,000 ล้านบาท บริษัทมีกำไรในระดับมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ทีมงานดำเนินงานได้อย่างเต็มที่
โครงสร้างรายได้ของกลุ่มบริษัท พบว่า 43% มาจากธุรกิจต้นน้ำ หรือธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (EP) ในประเทศนอร์เวย์ ขณะที่อีกประมาณ 40% มาจากธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดเดิม และอีก 17% มาจากธุรกิจอื่น ๆ โดยบริษัทเดินหน้าสร้าง Synergy ระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ทั้งต้นน้ำ โรงกลั่น การตลาด และธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่า Synergy ได้กว่า 7,000 ล้านบาท
ส่วนของโรงกลั่นศรีราชา บริษัทได้ดำเนินการรวมกิจการแล้วเสร็จเกือบทั้งหมดที่ระดับ 99.7% และสามารถรองรับเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่มาก (VLCC) ที่มีความสามารถบรรทุกน้ำมันได้ครั้งละประมาณ 2 ล้านบาร์เรล ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และการนำเข้าน้ำมัน โดยในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง โรงกลั่นทั้งสองแห่งสามารถเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 280,000 บาร์เรลต่อวัน
บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการกลั่นรวมจากระดับประมาณ 264,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงที่ผ่านมา เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก พร้อมขยายโอกาสการส่งออกบางส่วน ทั้งนี้ ค่าการกลั่นเฉลี่ยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แม้ยังต้องบริหารจัดการท่ามกลางความผันผวนของตลาด
ด้านโครงสร้างธุรกิจ บริษัทได้ปรับโครงสร้างเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรงกลั่นและการตลาด (Refinery & Marketing และ Biofuel) กลุ่ม Trading กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ และกลุ่มพลังงานไฟฟ้า โดยมี Holding Company รองรับการลงทุนใหม่ เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้กับกลุ่ม
ส่วนของธุรกิจ Trading บริษัทได้เปิดสำนักงานในนครดูไบเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และตั้งเป้าเพิ่มกิจกรรมการซื้อขาย โดยคาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 25% จากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจต้นน้ำยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขาลง ซึ่งส่งผลให้เกิดรายการด้อยค่า (Impairment) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ลงทุนพัฒนาแหล่งผลิตเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 20–25% จากระดับประมาณ 30,000 บาร์เรลต่อวัน
สำหรับธุรกิจไฟฟ้าผ่าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Power & Infrastructure มี EBITDA ในปี 2568 ประมาณ 4,900 ล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ และสามารถชดเชยรายได้จากโครงการที่หมด Adder ได้สำเร็จ โดยคาดว่าปีนี้ EBITDA จะเติบโตอีกประมาณ 8–10% จากแรงหนุนของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐกำลังการผลิตรวม 850 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ที่เริ่มรับรู้รายได้เต็มปี
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนต่อยอดธุรกิจไปสู่ Infrastructure มากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน น้ำ และดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว พร้อมใช้กลยุทธ์ Recycle การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน
โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของบางจากเติบโตจากระดับประมาณ 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 500,000 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 4–5 เท่า โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารพอร์ตลงทุนด้วยการขายสินทรัพย์บางส่วนเพื่อนำเงินไปลงทุนใหม่ เช่น การขายโครงการลิเทียมในอาร์เจนตินา และการขายโครงการ Geothermal ในอินโดนีเซีย เพื่อนำเงินไปลงทุนในสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ล่าสุด บริษัทได้ลงนามเข้าซื้อกิจการธุรกิจน้ำมันค้าปลีกและค้าส่งในฮ่องกงจาก Chevron มูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันใกล้สนามบิน และธุรกิจโลจิสติกส์ โดยคาดว่าจะปิดดีลได้ภายในกลางปีนี้ การลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายในตลาดที่มีราคาขายปลีกสูง และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ Trading
บริษัทประเมินว่าการลงทุนดังกล่าวจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 6–7 ปี และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่ไม่มีการควบคุมราคาน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นตลาดที่ใช้สกุลเงินที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
โดยรวม บริษัทมองว่าการลงทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบางจากในระดับภูมิภาค
“สำหรับเป้าหมายระยะยาว บริษัทตั้งเป้าว่าภายในปี 2573 จะมี EBITDA แตะระดับประมาณ 100,000 ล้านบาท และมีรายได้รวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยยังคงใช้กลยุทธ์การบริหารพอร์ตลงทุนเพื่อผลักดันการเติบโตให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ในส่วนของการเข้าซื้อกิจการ CHK นั้น นายชัยวัฒน์ระบุว่า ธุรกิจดังกล่าวมีรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีลักษณะเป็นธุรกิจการตลาดที่มีความผันผวนต่ำ วอลุ่มและค่าการตลาดค่อนข้างคงที่ ส่งผลให้มีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและช่วยเสริมความมั่นคงด้านรายได้และกำไรของกลุ่ม
ด้านความเสี่ยงจากการลงทุนในฮ่องกง บริษัทมองว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีระบบกฎหมายและกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ขณะที่การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้มีนโยบายสนับสนุน แต่การเพิ่มขึ้นยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสัดส่วนยอดขายน้ำมันในภาคบริการยังมีความต้องการอยู่ ทำให้ผลกระทบต่อธุรกิจยังจำกัด
นายชัยวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์การลงทุนของบางจากจะมุ่งเน้นประเทศที่มีระบบกฎหมายและโครงสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง เช่น นอร์เวย์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีกรอบกฎหมายชัดเจนและมีเสถียรภาพทางการเงิน แตกต่างจากแนวทางที่เน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว
สำหรับประเด็นหุ้นที่ถูกอายัด บริษัทระบุว่าอยู่ระหว่างกระบวนการตามขั้นตอนทางกฎหมาย และเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น โดยบริษัทมีคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือบริหารงาน พร้อมยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจยังเป็นไปตามปกติและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
นอกจากนี้ บริษัทเชื่อว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงการได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและชื่อเสียงของบางจากในระดับสากล
ในมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณฟื้นตัว นายชัยวัฒน์ระบุว่าธุรกิจกลั่นและธุรกิจน้ำมันมีลักษณะเป็นวัฏจักรและมีความผันผวนสูง จึงเป็นเรื่องยากในการคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) และความคล่องตัว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด พร้อมคว้าโอกาสเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม
ส่วนแผนการลงทุนในอนาคต บริษัทจะยังคงเดินหน้าการเติบโตควบคู่กับการรักษาระดับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของกลุ่มให้อยู่ในระดับ A โดยการลงทุนทุกโครงการต้องสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม เนื่องจากหากการลงทุนไม่ตอบโจทย์ อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตและความสามารถในการขยายธุรกิจในระยะยาว

