ASPS อัพเป้า SET ปี 69 สู่ 1,510 จุด รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-กำไร บจ. แกร่ง

ASPS ชี้เงินทุนไหลออกจากเทคฯ สหรัฐฯ เข้าตลาดหุ้นไทย ดันดัชนีพุ่งกว่า 10% พร้อมปรับเป้าปี 69 สู่ 1,510 จุด รับอานิสงส์ดอกเบี้ยต่ำ-กำไร บจ. โตแกร่ง แนะเก็บหุ้นปันผลสูง-เติบโตดี


ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา เริ่มปรากฏสัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ที่มีความชัดเจน โดยตลาดหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก อันเนื่องมาจากความกังวลในภาวะฟองสบู่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI Bubble) และความกังวลเรื่องจุดคุ้มทุนจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ส่งผลกดดันให้ดัชนีหลักอย่าง NASDAQ และ S&P500 ปรับตัวลดลง

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวได้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นไทยที่สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นกว่า 10% (Month to Date) ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับสภาวะตลาดโลก

ทั้งนี้ จากปัจจัยบวกดังกล่าว ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยฯ ตัดสินใจปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1,510 จุด จากเดิมที่วางไว้ 1,440 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1. กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) จากปรากฏการณ์ลดการถือครองดอลลาร์ (De-dollarization) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและเม็ดเงินไหลออกจากสหรัฐฯ เข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย 2. อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เอื้ออำนวย

โดยไทยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.25% ซึ่งสถิติในอดีตชี้ว่าระดับดอกเบี้ยที่นิ่งและต่ำจะสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกต่อตลาดหุ้น 3. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตดีเกินคาด (Earnings Surprise) โดยทำผลงานได้สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ย 5% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ส่วนเพิ่มราว 1.25 บาทต่อไตรมาส และ 4. มูลค่าหุ้น (Valuation) มีความน่าสนใจ โดยส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Market Earning Yield Gap: MEYG) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงปี 2559 และ 2565 ที่นักลงทุนต่างชาติเคยเข้าซื้อสุทธิในปริมาณมาก สะท้อนให้เห็นว่าดัชนียังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้เน้นการคัดเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง (Selective Buy) โดยมุ่งเน้นหุ้นที่คาดการณ์ว่ากำไรในปี 2026 จะมีการเติบโตต่อเนื่อง และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 3% โดยมีหุ้นเด่นจำแนกตามรายอุตสาหกรรม ดังนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ SC และ AP, กลุ่มอาหารและส่งออก ได้แก่ ITC และ CBG, กลุ่มพาณิชย์และบริการ ได้แก่ COM7, CPALL และ BDMS และกลุ่มพลังงาน/นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ GUNKUL, BCPG และ OR

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยฯ ยังแนะนำให้นักลงทุนติดตามเทรนด์โลก โดยเฉพาะหุ้นต่างประเทศในธีมสินค้าไลฟ์สไตล์และกีฬาที่กำลังมาแรง ได้แก่ AMER SPORTS (AS US) เจ้าของแบรนด์ Arc’teryx และ Salomon ซึ่งมียอดขายออนไลน์เติบโตสูงในจีน และ ON HOLDING (ONON US) แบรนด์รองเท้าวิ่งยอดนิยมที่ราคาหุ้นปัจจุบันเริ่มมีความน่าสนใจในการทยอยสะสม หลังจากกำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาที่พักตัวลงมา ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ WTI ยังคงมีความผันผวนตามความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 62 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล

Back to top button