
TRUE โชว์งบปี 68 พลิกกำไร 9.2 พันล. รับอานิสงส์ลูกค้าพุ่ง-คุมต้นทุนเยี่ยม ปันผล 0.31 บ.
TRUE โชว์แกร่งปี 68 กำไรสุทธิ 9.2 พันลบ. รับอานิสงส์ลูกค้าพุ่ง-คุมต้นทุนเยี่ยม บอร์ดเคาะ 1.07 หมื่นล้าน ปันผล 0.31 บ./หุ้น ย้ำเป้าปี 69 โตต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ AI First และเจาะกลุ่มลูกค้าคุณภาพ
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปิดไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น และฐานผู้ใช้บริการคุณภาพที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงข่าย One Network ให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่าน AI First Program พร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจในผลประกอบการตลอดทั้งปี และการจ่ายเงินปันผลที่มีความยั่งยืนเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการพัฒนาฐานผู้ใช้บริการ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าคุณภาพ โดยลดการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) ลง ท่ามกลางปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการรวม 47.5 ล้านเลขหมาย ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 (ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้บริการ 5G จำนวน 17.1 ล้านเลขหมาย) ขณะที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แตะระดับ 3.3 ล้านราย
ด้าน นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นว่า ผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 สามารถทำได้ตามเป้าหมายแม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีตลอดทั้งปี 2568 จำนวน 9.2 พันล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวินัยทางการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีกำไรในทุกธุรกิจ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีจำนวน 4.1 พันล้านบาท หรือ 0.12 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นอัตราการจ่ายร้อยละ 104) เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 9 เดือนแรก ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งปีมีมูลค่าสูงถึง 1.07 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 116 ของกำไรสุทธิ) สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก้าวต่อไปบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบ เสริมความแข็งแกร่งของงบดุล พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนกลยุทธ์หลักและการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย
สำหรับจุดเด่นของผลการดำเนินงาน ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถสร้างผลกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน จากการประหยัดต้นทุนด้านใบอนุญาตคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC) ในไตรมาส 4/2568 ลดลงร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากธุรกิจออนไลน์และโทรทัศน์บอกรับสมาชิกลดลง (เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากการให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศ รายได้จากการให้บริการจะลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน) ขณะเดียวกัน การสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ในเดือนสิงหาคม 2568 เป็นปัจจัยให้รายได้รวมลดลงร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลงร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 36.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากอานิสงส์การเปิดตัว iPhone
ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 28.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการสิ้นสุดค่าเช่าคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ด้านค่าใช้จ่ายโครงข่ายลดลงร้อยละ 27.5 จากการได้ใบอนุญาตและการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากค่าใช้จ่าย Outsource และการตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลงร้อยละ 8.4 จากการประหยัดต้นทุนสุทธิจาก EPL
นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ EBITDA ของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นถึง 8.4 พันล้านบาท โดยในไตรมาส 4/2568 EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการในไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้น 6.9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ร้อยละ 67.5 ด้านอัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage) อยู่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 4 ลดลง 0.2 เท่าทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) ในไตรมาส 4/2568 รายงานไว้ที่ 4 พันล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้บันทึกรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (การด้อยค่าเงินลงทุน สินทรัพย์ และค่าความนิยม หักกลบด้วยกำไรจากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีและเงินลงทุนในบริษัทร่วม) จำนวน 2.1 พันล้านบาท หากปรับปรุงรายการพิเศษดังกล่าว กำไรสุทธิหลังหักภาษีจะอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ต่อยอดขาย
สรุปตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ (ทั้งปี 2568 และ ไตรมาส 4/2568)
รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม IC): ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.648 แสนล้านบาท (ลดลง 0.7% YoY) / ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 4.12 หมื่นล้านบาท (ลดลง 1.0% YoY และลดลง 0.2% QoQ)
EBITDA: ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.05 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.0% YoY) / ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10.3% YoY และ 3.2% QoQ)
อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ: ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 63.7% / ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 67.5%
กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท (1.92 หมื่นล้านบาท หลังปรับปรุงรายการพิเศษ) / ไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 4 พันล้านบาท (6.1 พันล้านบาท หลังปรับปรุงรายการพิเศษ)
เงินปันผล: ไตรมาส 4/2568 เสนอจ่าย 4.1 พันล้านบาท (0.12 บาท/หุ้น) คิดเป็น Payout Ratio 104% ของ NPAT ตามรายงาน (หรือ 68% ของ NPAT หลังปรับปรุง) / รวมเงินปันผลทั้งปี 2568 มูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท (0.31 บาท/หุ้น) คิดเป็น Payout Ratio 116% ของ NPAT ตามรายงาน (หรือ 56% ของ NPAT หลังปรับปรุง)

