เปิดหุ้นได้-เสีย “สงครามตะวันออกกลาง” ตึงเครียด

วิกฤตตะวันออกกลางหนุนราคาน้ำมัน-ทองคำโลกพุ่ง โบรกฯ ประเมินตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งรับอานิสงส์สัดส่วนหุ้นพลังงานสูง แนะนำเก็งกำไร PTT-PTTEP พร้อมจับตาความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ภายหลังกองทัพสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ “Operation Epic Fury” เข้าโจมตีประเทศอิหร่านเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพุ่งเป้าไปที่กรุงเตหะรานและหัวเมืองสำคัญ รวมถึงเมืองนาทันซ์ (Natanz) ซึ่งสำนักข่าว BBC รายงานว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยอาวุธนิวเคลียร์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต นำไปสู่การสิ้นสุดการปกครองที่ยาวนานกว่า 36 ปี

โดยสื่อของอิหร่านได้ออกมายืนยันข่าวดังกล่าวแล้ว ในเวลาต่อมากองทัพอิหร่านได้ตอบโต้กลับอย่างดุเดือด ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิสราเอล แรงสั่นสะเทือนจากภาวะสงครามทำให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก ดัชนีตลาดหุ้นหลักฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงราว 1% ขณะที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 2.4% เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% สู่ระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตาคือ โอกาสในการประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ถึง 30% ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังทวีปเอเชียอย่างจีนที่ 38% และอินเดียที่ 15% ทางด้าน Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด (Extreme Scenario) หากมีความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้นได้ทันที

สำหรับประเทศไทย ภาวะราคาพลังงานที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่านำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนภาคการผลิตและทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอร์เรเตอร์ จำกัด ประเมินสอดคล้องกันว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะมีความแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่สุดถึง 31% จึงได้รับแรงพยุงจากความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้น

ประกอบกับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมีมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง

ด้าน บล.ลิเบอร์เรเตอร์ ประเมินแนวรับของ SET Index ไว้ที่ 1,480 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด พร้อมเปิดเผยสถิติในอดีตที่ชี้ว่า SET Index มักผันผวนในช่วงเกิดสงครามก่อนจะฟื้นตัวกลับได้เสมอ อาทิ สงครามอิรัก-คูเวต (2 ส.ค. 1990) ดัชนีปรับลง 31.8 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 24 ส.ค. 1990, สงครามสหรัฐฯ-อิรัก (20 มี.ค. 2003) ดัชนีปรับลง 3.1 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 25 มี.ค. 2003 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน (24 ก.พ. 2022) ดัชนีปรับลง 33.7 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 9 มี.ค. 2022

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความผันผวนจาก “Operation Epic Fury” นักวิเคราะห์แนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ (Sentiment เชิงบวก) โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความกังวลด้านอุปทานตึงตัว รวมถึงหุ้นที่อิงราคาโภคภัณฑ์ พลังงาน และปิโตรเคมี ได้แก่ PTT, TOP, SPRC และ STA

นอกจากนี้ กลุ่มเดินเรือและโลจิสติกส์ อาทิ RCL, PSL และ TTA ยังได้รับผลบวกจากอัตราค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการเร่งตัวของการขนส่ง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กลุ่มโรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบทางลบจากการนำเข้าน้ำมันดิบ เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักและคาดว่าค่าขนส่งจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสินค้าคงคลังรองรับไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมแล้วก็ตาม

ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯ เช่น XLE US (DR: SPENGY80) และ ETF ที่เน้นลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามอย่าง ITA US

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น BGRIM และ GPSC ที่แม้ 70% ของการผลิตจะใช้ก๊าซในอ่าวไทย พม่า และมาเลเซีย แต่ส่วนที่เหลือยังคงต้องเผชิญกับต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้นตามราคาตลาดโลก

รวมถึงหุ้น GLOBAL และ TASCO ตลอดจนกลุ่มขนส่งทางอากาศและสายการบิน เช่น AOT, THAI และ AAV ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันและการยกเลิกเที่ยวบินในพื้นที่สงคราม

นอกจากนี้ กลุ่มส่งออกแม้จะมีสัดส่วนไม่มากแต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่แพงขึ้น กลุ่มท่องเที่ยวอย่าง CENTEL และ MINT ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลที่คาดว่าผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจะชะลอการเดินทางมารักษา และกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น MTC, SAWAD และ TIDLOR

Back to top button